kinto detox ล้างพิษแล้วต้องฟื้นฟูตับ

kinto detox ล้างพิษแล้วต้องฟื้นฟูตับ หลังจากที่ตับขับพิษออกแล้วตับอาจจะมีร่องรอยของแผลที่เกิดจากการหลุดลอกออกของนิ่ว ไขมัน หรือของเสียอื่นๆ (หมายถึงภายในตับในถุงน้ำดี คล้ายผ่านการผ่าตัดมาแต่ไม่มีแผลผ่าตัด) อาจทำให้รู้สึกอ่อนเพลียการฟื้นฟูตับจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องปฏิบัติคือ – พักผ่อนให้เพียงพอ – บำรุงตับ ดื่มและกินอาหารบำรุงตับ วันแรกๆ ควรกินน้ำผักผลไม้ปั่น ข้าวต้มเพื่อสุขภาพ โดยกินอย่างน้อย3 วัน หลังจากนั้นก็ปฏิบัติดูแลสุขภาพตนเองแบบพอเพียงด้วยหลักปฏิบัติ 5 อ. (เอาพิษออกอาหารและน้ำปรับสมดุลร่างกาย อากาศ ออกกำลังกาย อารมณ์และจิตใจ)และหมั่นเอาพิษออกจากร่างกายเท่าที่รู้สึกสบายผู้ป่วยหรือผู้มีอาการต่างๆ เมื่อผ่านการล้างพิษตับและถุงน้ำดี อาการต่างๆจะหายได้อย่างชัดเจน ตามประสบการณ์มักพบว่าทำมากกว่า 5 ครั้งจะเห็นผลชัดเจนแต่บางราย 1 ครั้งก็เห็นผลได้ การล้างพิษตับและถุงน้ำดีควรทำห่างกัน3 – 4 สัปดาห์ สามารถทำได้ทุกเดือนควรทำติดๆกันไปจนนิ่วหรือพิษหมด หรืออย่างน้อยปีละ 2-4 ครั้งจากประสบการณ์ 7-15 ครั้ง พิษจะออกมาหมด แล้วแต่การสะสมของแต่ละบุคคล หลังจากเอาพิษออกหมดแล้วเราจะสะสมใหม่โดยไม่รู้ตัวควรทำปีละ 2 ครั้งสิ่งที่ต้องเตรียม ? เตรียมตัว – เตรียมใจใจต้องพร้อม อดทน เข้าใจวิธีและผลการล้างพิษ ? เตรียมร่างกาย ล้างพิษตับได้ทุกคนทุกโรค ยกเว้น เด็กในวัยเจริญเติบโต คนที่ป่วยด้วยโรคเฉียบพลัน เช่นตับอักเสบเฉียบพลันไข้ ไข้หวัดเฉียบพลัน เพลียมากๆ อดอาหารพวก เนื้อ นม ไข่ น้ำมัน ของทอดไม่ได้ ควรฝึกกินอาหารสุขภาพมาก่อนหรือเคยอดอาหารมาจะดีมาก ? เตรียมเวลา เวลาที่พร้อม ว่าง วันหยุด ไม่เร่งรีบไม่มีสิ่งกดดันรอบข้าง
? สถานที่ล้างพิษตับ ต้องมีห้องน้ำพร้อม สะดวก บรรยากาศโปร่งโล่ง สบาย ? ควรเริ่มล้างพิษตับในวันที่ไม่ได้ทำงาน และไม่มีความกดดันจากสิ่งแวดล้อมมีเวลาพักผ่อนเพียงพอ kinto detox.

kinto detox

kinto detox สิ่งที่ควรทำก่อนล้างพิษตับ คินโตะ
1. ควรดื่มน้ำแอปเปิลเขียว ก่อนไปล้างพิษตับ วันละ 1 ลิตร อย่างต่ำ 1 วัน
ชนิดของน้ำแอปเปิ้ล คือน้ำแอปเปิลเขียวคั้นสดแยกกาก น้ำแอปเปิลกล่องที่ทำจากน้ำแอปเปิลเข้มข้น (Concentrate) น้ำแอปเปิลปลอดสารพิษคือแอปเปิลกล่องที่ทำจากผลไม้ น้ำแอปเปิลเขียวผสมองุ่นขาวก็ได้

เพราะเหตุใดจึงต้องดื่มน้ำแอปเปิลเขียว
กรด เมลิคเอซิคในน้ำแอปเปิลเขียวจะไปทำให้นิ่วอ่อนตัวจะทำให้น้ำดีที่ข้นเหนียวที่ขังอยู่ในถุงน้ำดีละลาย จะทำให้ท่อน้ำดีขยายตัว

หมายเหตุุ
ห้ามดื่มน้ำแอปเปิลพร้อมอาหารให้ดื่มก่อนอาหาร 30นาที หรือหลังอาหาร 2 ชั่วโมง วันละ 3– 4 ครั้ง ห้ามดื่มตอนกลางคืนสำหรับผู้ที่กินอาหารมื้อเดียวให้ดื่มหลังเที่ยงไปแล้ว ให้ค่อยๆจิบช้าๆ ต้องดื่มให้หมดก่อนค่ำเพราะจะทำให้ท้องอืด kinto detox

ข้อควรระวัง
น้ำแอปเปิล ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานมะเร็ง แผลในกระเพาะอาหาร ผู้ที่น้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemic)

ทางเลือกของคนที่ต้องห้ามดื่มน้ำแอปเปิลให้ดื่มน้ำส้มสายชูที่ทำจากแอปเปิล (แอปเปิลไซเดอร์) ครั้งละ 1 – 2 ช้อนชากับน้ำอุ่นครึ่งแก้ววันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหาร 15 นาที

เพราะเหตุใดจึงควรล้างพิษตับเว้นระยะ3 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน เพราะหลังจากล้างพิษตับไปแล้วต้องใช้เวลาประมาณ2 สัปดาห์ นิ่วที่อยู่ด้านหน้าท่อไหลออกถูกขับออกแล้วนิ่วที่อยู่ด้านในจะไหลออกมาแทนที่ที่ปากท่อ (2 Hepatic ducts) หากเร่งเวลาทำเร็วไปจะมีีนิ่วออกน้อย เพราะนิ่วข้างในยังไม่ออกมา

เรื่องดีๆที่จะเกิดขึ้นหลังการล้างพิษตับ
สูตรการล้างพิษตับนี้เป็นวิธีการที่ประมาณค่ามิได้และเห็นผลประจักษ์จริง ๆ สำหรับการฟื้นฟูสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์และไม่เป็นภัยอันตรายใดๆ ถ้าทำตามคำแนะนำโดยละเอียดถี่ถ้วน ตับที่มีนิ่วหรือคอเลสเตอรอลมากเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ให้เกิดโรคในร่างกายเพราะตับเสียหน้าที่การทำงาน ปกติตับทำหน้าที่คล่องแคล่วว่องไว มีประโยชน์มาก ทำหน้าที่ต่างๆในร่างกายมากกว่า250หน้าที่ มีผลถึงอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายนิ่วเป็นอุปสรรคกีดขวางให้เสียการทำงานของตับเมื่อเรากำจัดสิ่งกีดขวางการทำงานของตับออกแล้ว ทำให้ตับทำงานถูกต้องมีความสมดุลอย่างชันเจน ทำให้ร่างกายกลับสู่สภาพสมดุล กระปรี้กระเปร่า

หลังจากล้างตับไปแล้ว 1 ครั้งตับจะทำงานได้ผลดีกว่าเดิม ผู้ที่เจ็บป่วยจะสังเกตได้ทันทีภายในไม่กี่ชั่วโมง หากป่วยอยู่ความปวดน้อยลงกำลังเพิ่มขึ้นจิตใจปลอดโปร่งแจ่มใสกว่าเดิม อย่างไรก็ตามในไม่กี่วันนิ่วที่ล้างออกแล้วที่อยู่ในตับจะไหลออกมาแทนที่เราล้างออกไปและอาการไม่สบายอาจจะกลับคืนมา บางอาการหรือทั้งหมด อาจรู้สึกเสียใจเพราะว่าหายจากโรคชั่วคราวเพราะความไม่สบายที่กลับคืนมาอีก นั่นบ่งบอกว่าถึงเวลาที่ต้องล้างตับอีกแล้วแต่กระนั้น ระบบรักษาตัวเองของตับและสัญญาณการกำจัดพิษดีขึ้นกว่าเดิมทำให้อวัยวะภายในที่สำคัญนี้ ทำงานได้ผลดีมากขึ้น

สิ่งที่สำคัญมากที่เราต้องจำไว้
เมื่อไรที่เราล้างตับแล้วเราต้องล้างต่อเนื่องกันจนถึง 2 ครั้ง หรือติดต่อกันจนกว่าไม่มีนิ่วออกมาเลย ถ้าไม่ทำอย่างนี้ ปล่อยให้นิ่วที่ล้างไม่หมดอยู่ในตับมากกว่า3 เดือน ผู้ที่ป่วยจะมีความเจ็บป่วยที่อาจจะรุนแรงกว่าที่เราไม่เคยทำการล้างตับมาก่อนเลยให้ล้างพิษตับไปจนเห็นว่าตับเราไม่มีนิ่วแล้ว ควรทำการล้าง 6 – 8 เดือนต่อครั้ง ทุกครั้งที่ล้างตับจะส่งเสริมการทำงานของตับ และจัดการล้างพิษหรือนิ่วที่สร้างขึ้นมาใหม่ที่สะสมในตับจะทำให้ตับสมบูรณ์เต็มที่อยู่เสมอ

อาการที่เกิดขึ้นในช่วงล้างพิษตับหรือหลังล้างพิษตับ(ซ่านพิษ, พิษซ่าน, ลมตีขึ้น)
– อาการคลื่นเหียนอาเจียน ตอนล้างตับ เหตุเกิดจากนิ่วและพิษที่อยู่ในตับและถุงน้ำดีโดนบีบออกมาอย่างรุนแรงฉับพลันทันที และไปดันน้ำมันที่เราดื่มลงไปและน้ำดีในลำไส้ลอยขึ้นไปที่กระเพาะ
– แม้จะอาเจียนน้ำมันออกมา การล้างตับก็ยังประสบผลสำเร็จอยู่เพราะว่าน้ำมันไปทำหน้าที่ไปล่อให้นิ่วออกมาสำเร็จแล้ว
– วันรุ่งขึ้นหลังจากการล้างตับ kinto detox ถ้ามีอาการวิงเวียนมึนศีรษะหรือคลื่นไส้ เหตุเกิดจากนิ่วไหล ออกจากตับเรื่อยๆและนิ่วที่ตกค้างอยู่ในกระแสเลือด ให้รีบทำดีท็อกซ์ช่วย อาการต่างๆ จะหายไป

วิธีการบรรเทาอาการเพิ่มเติม
* อยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนวด กดจุด แก้อาการ
* ดื่มน้ำแอปเปิ้ลครึ่งแก้ว 30 นาที ก่อนอาหารเช้าทุกเช้า จนกว่าจะหมดอาการ
* ล้างลำไส้ซ้ำอีก (กินยาถ่าย เช่น ดีเกลือ) เพื่อไล่นิ่วที่ออกมาที่หลัง
* ดื่มน้ำขิงสดหั่นเป็นแว่น แช่ในน้ำร้อน ดื่มแทนน้ำ
* ดื่ม chamomile (เก็กฮวยฝรั่ง) วันละ 2– 3 แก้ว จะช่วยทำให้ระบบย่อยและระบบเส้นประสาทผ่อนคลาย

คำถาม-คำตอบ
คำถาม : การล้างลำไส้ (ดีท็อกซ์) มีผลข้างเคียงหรือไม่
คำตอบ : เท่าที่ได้ศึกษามาการล้างลำไส้ไม่มีผลข้างเคียง แต่อย่างไรก็ตามอาจจะเป็นไปได้ที่บางคนมีอาการจะเป็นหวัดหรือปวดหัวหลังจากล้างลำไส้ สารพิษที่เกาะอยู่ตามผนังลำไส้ใหญ่ยังไม่หมดและพิษส่วนน้อยถูกดูดซึมกลับเข้าไปในร่างกาย แต่จะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวแต่คนที่เป็นอย่างนี้ จะมีสุขภาพดีขึ้นมากถ้าทำต่อไป

ข้อควรระวัง :
ผู้ป่วยที่ไม่ควรล้างพิษตับ(ไม่ควรดื่มน้ำมันมะกอก+น้ำผลไม้ตระกูลส้ม)คือผู้ป่วยที่ไม่มีพลังชีวิต ตัวเหลือง ตาเหลืองท้องบวมโต เพลียมาก ควรงดและให้ล้างเฉพาะลำไส้จนกว่าจะมีพลังชีวิตเพียงพอ เพราะตับและอวัยวะต่างๆ ในร่างกายจะไม่มีพลังเพียงพอในการขับพิษอาจทำให้ช็อคได้

คำเตือน!!! ผู้ที่ไม่เคยล้างพิษตับมาก่อนเลยไม่ควรทำด้วยตนเอง เนื่องจากอาจมีอาการพิษซ่าน หรือ ซ่านพิษ ลมตีขึ้นควรล้างพิษตับภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญก่อน เมื่อมีประสบการณ์แล้วจึงสามารถนำไปทำเองที่บ้านได้ ระยะเวลาห่างครั้งละประมาณ 1 เดือนจากครั้งแรกโดยใช้หลักการ และสูตรเดียวกันกับครั้งแรก แต่อาจใช้ระยะเวลาสั้นลงเป็น 1 ? วัน ก็ดื่มน้ำมันมะกอก+น้ำผลไม้ตระกูลส้ม ได้เลย ควรล้างพิษตับอย่างน้อย7 ครั้ง และที่ดีที่สุดคือ คนเราควรล้างพิษตับประมาณ 15 ครั้งในหนึ่งชีวิต ร่างกายจะมีสุขภาพสมบูรณ์เหมือนกลับไปเป็นหนุ่มสาวอีกครั้ง

การปฏิบัติตนหลังการล้างพิษตับ
หลังล้างพิษตับแล้ว ควรฟื้นฟูสภาพและบำรุงตับด้วยอาหารและเครื่องดื่มที่บำรุงตับอาทิ ขมิ้นชัน ขิง (น้ำขิง) เก๋ากี้ กะหล่ำปลี สาหร่ายสไปรูลิน่า แกงเห็ดสามอย่างลูกใต้ใบ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมการกินดื่มที่ทำอันตรายต่อตับ kinto detox.

This entry was posted on April 8, 2017, in kinto detox.

แชมพูยาจีน รู้จักเส้นผมของคุณ ตามหลักชีววิทยาเส้นผม

แชมพูยาจีน รู้จักเส้นผมของคุณ ตามหลักชีววิทยาเส้นผม ผมแต่ละเส้นประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก เกล็ดผม เกล็ดผมคือชั้นนอกสุดของเส้นผม ประกอบขึ้นจากเซลล์เคราตินที่เรียงซ้อนกัน หลายชั้น หน้าที่หลักของเกล็ดผมคือปกป้อง เนื้อผมจากการถูกทำลาย สภาวะของเกล็ดผม มีผลต่อความแข็งแรงของเส้นผม เนื่องจาก เกล็ดผม เป็นส่วนที่เรามองเห็นและสัมผัส และเป็นตัวกำหนดลักษณะของเส้นผม เช่น ความเรียบลื่น ความเงางาม และความยาก ง่ายในการจัดทรง เมื่อเกล็ดผมถูกทำลาย ผมจะดูไม่เงางาม แห้งเสีย และชี้ฟู เกล็ดผม สุขภาพดี จึงเป็นหัวใจสำคัญสู่การมีผมสวย เนื้อผม ภายใต้ชั้นเกล็ดผมคือเนื้อผม ซึ่งเป็น องค์ประกอบส่วนใหญ่ของเส้นผม เนื้อผมประกอบด้วยเส้นใยเคราติน สายยาวหลายสายที่ยึดเกาะกันด้วย กาวธรรมชาติของเส้นผม ที่เรียกว่า
เซลล์เมมเบรน คอมเพล็กซ์ (Cell membrane complex) ความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และผิวสัมผัสของเส้นผมถูกกำหนด โดยเนื้อผม นอกจากนี้ ในเนื้อผมยังมีเม็ดสี เมลานิน ซึ่งเป็นตัวกำหนดสีผม ถ้าเนื้อผม ถูกทำลาย เส้นผมจะอ่อนแอ และเปราะบาง ทำให้ขาดร่วงได้ง่ายและการเกิดผมแตกปลาย แกนผม ที่ใจกลางของเส้นผมคือแกนผม ซึ่งมี โครงสร้างเปิดเป็นรูกลวง แต่อาจไม่ได้มีอยู่
ตลอดความยาวของเส้นผม โครงสร้าง ที่เป็นรูกลวง เพิ่มความหนาให้กับผม องค์ประกอบของเส้นผม เส้นผมเกิดจากส่วนประกอบหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดมีหน้าที่เฉพาะ แชมพูยาจีน.

แชมพูยาจีน

แชมพูยาจีน โปรตีน แชมพูยาจีน by noon
องค์ประกอบหลักของผมคือโปรตีนเคราติน โปรตีน คือ โพลีเมอร์ขนาดใหญ่ที่ประกอบขึ้นจากกรดอะมิโน ซึ่งจะบ่งบอกถึง ความแข็งแรงโดยรวมของเส้นผม
น้ำ
เมื่อเส้นผมมีองค์ประกอบน้ำสูง เส้นผมจะยิ่งมีความยืดหยุ่นมากขึ้นเช่นกัน
เมลานิน
เป็นตัวกำหนดสีผม ผมขาวเกิดจากการผลิตเม็ดสีเมลานินลดลงหรือหยุดการผลิตเม็ดสีเมลานิน
ลิพิด (ไขมัน)
เปรียบเสมือน “กาวเชื่อม” ที่ยึดผมเข้าไว้ด้วยกัน ลิพิดเป็นเกราะป้องกันการสูญเสียความชื้นจากเส้นผม และช่วยให้เกล็ดผมต้านทานต่อการเสียดสีที่ทำร้ายเส้นผม แชมพูยาจีน
ผมยาวขึ้นได้อย่างไร
เส้นผมเป็นสิ่งไม่มีชีวิต เกิดจากการรวมกันของเซลล์เคราตินที่ตายแล้ว
เส้นผมงอกออกจากต่อมรากผมที่อยู่ในหนังศีรษะ ในขณะที่ต่อมรากผมผลิตเซลล์ผมใหม่ เซลล์เก่าจะถูกดันออก
ผ่านทางด้านบนของผิวหนัง ผมยาวขึ้นในอัตราประมาณ 6 นิ้ว หรือ 15 เซนติเมตรต่อปี บนศีรษะของผู้ใหญ่มีเส้นผม
เฉลี่ยประมาณ 100,000 ถึง 150,000 เส้น และในแต่ละวันเส้นผมจะหลุดร่วงออกได้มากถึง 100 เส้น

รากผมแต่ละต่อมจะมีวงจรการงอกของตัวเองซึ่งอยู่ภายใต้ปัจจัยของอายุ โรค และเหตุอื่นๆ อีกมากมาย
วงจรการงอกของเส้นผมแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะเจริญเติบโต ระยะหยุดเจริญเติบโต และระยะหลุดร่วง
ระยะเจริญเติบโต (Anagen)
ระยะเจริญเติบโตจะคงอยู่เป็นเวลา 2-6 ปี ช่วงระยะเวลานี้ถูกกำหนดไว้แล้วโดยพันธุกรรม ยิ่งต่อมรากผมอยู่ในระยะเจริญเติบโต
นานเท่าไร เส้นผมจะยิ่งงอกได้ยาวมากเท่านั้น ผู้ที่มีระยะเจริญเติบโตของเส้นผมยาวนานจะมีผมที่งอกได้ยาวกว่าผู้ที่มีระยะ
เจริญเติบโตของเส้นผมสั้น ประมาณ 90% ของเส้นผมบนหนังศีรษะของเราจะอยู่ในระยะนี้
ระยะหยุดเจริญเติบโต (Catagen)
ระยะหยุดเจริญเติบโตคือระยะเปลี่ยนผ่านระหว่างระยะเจริญเติบโตและระยะหลุดร่วง ซึ่งคงอยู่เป็นเวลา 2-3 สัปดาห์ เส้นผม
จะหยุดงอกและพักให้ต่อมรากผมได้ฟื้นบำรุงตัวเอง ในระหว่างระยะหยุดเจริญเติบโตต่อมรากผมจะหดตัว
ส่งผลให้เส้นผมถูกดันขึ้นด้านบน
ระยะหลุดร่วง (Telogen)
ระยะหลุดร่วงคือระยะพัก ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1-4 เดือน เมื่อสิ้นสุดระยะพัก เส้นผมจะหลุดร่วงออกและมีผมเส้นใหม่
งอกขึ้นมาแทนที่ ต่อมรากผมกลับเข้าสู่ระยะเจริญเติบโตและเริ่มต้นวงจรการงอกใหม่ของเส้นผมอีกครั้ง
วงจรการงอกของเส้นผมทั้ง 3 ระยะนี้เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งหนังศีรษะ ผมเส้นหนึ่งอาจอยู่ในระยะเจริญเติบโต
ในขณะที่บริเวณผมด้านข้างอยู่ในระยะพัก ซึ่งวงจรของผมเป็นสิ่งที่อธิบายว่าเหตุใดเราจึงสังเกตเห็นผมจำนวนหนึ่ง
หลุดติดออกมากับหวีทุกวัน ในขณะที่เส้นผมของเรายังคงดูหนาแน่นเต็มศีรษะอยู่
ลักษณะและปัญหาของเส้นผม
ทุกคนมีเส้นผมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว นั่นเปนเพราะทุกคนล้วนมีโครงสร้าง ความหนา ลักษณะ
และปัญหาของเส้นผมที่แตกต่างกัน คุณสามารถเลือกผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลเส้นผม
ให้ตรงกับความต้องการเฉพาะได้ดังนี้
ความหนาของเส้นผม
ผมเส้นเล็ก
ผมปกติ
ผมเส้นใหญ่
ลักษณะ
ผมตรง
ผมลอน
ผมหยักศก
ผมหยิกขอด
ปัญหาของเส้นผม
ผมเสีย
ผมแห้ง
ผมผ่านการทำเคมี / ผมทำสี
ผมชี้ฟู
ผมลีบแบน
ผมอ่อนแอ / เส้นผมบาง
รังแค
นักวิทยาศาสตร์ซาทินิครวบรวมความรู้และความเข้าใจอย่างถ่องแท้ด้านเคมีของเส้นผมเพื่อพัฒนาชุดผลิตภัณฑ์ระดับโลก
ที่ตอบสนองทุกความต้องการของเส้นผมทั่วโลก แชมพูยาจีน เพื่อเพิ่มความงามและความมีชีวิตชีวาให้กับเส้นผมทุกประเภท
ไม่ว่าจะมีความหนา ลักษณะ หรือปัญหาแบบใด
ผลิตภัณฑ์ซาทินิคได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์เฉพาะสำหรับทุกสภาพเส้นผมของคุณ

การดูแลและปัญหาของหนังศีรษะ
หนังศีรษะมีหน้าที่มอบสภาวะแวดล้อมที่ดีให้กับต่อมรากผม ซึ่งมีอยู่บริเวณหนังศีรษะมากกว่าส่วนอื่นๆในร่างกาย
ด้านบนหนังศีรษะมีการไหลเวียนเลือด อันเนื่องมาจากมีหลอดเลือดที่นำสารอาหารมาหล่อเลี้ยงต่อมรากผมอยู่อย่างหนาแน่น
หนังศีรษะจะผลิตสารหล่อลื่นตามธรรมชาติที่เรียกว่าซีบัม (น้ำมัน) ซึ่งหลั่งออกมาจากต่อมรากผม
ซีบัมจะเคลือบหนังศีรษะและเส้นผมเพื่อหล่อลื่นและควบคุมความชื้นบริเวณหนังศีรษะ

หนังศีรษะก็ต้องการการดูแลขั้นพื้นฐานเช่นเดียวกับผิวหน้าเพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
ดูแลหนังศีรษะให้สะอาดด้วยการสระผมเป็นประจำเพื่อชะล้างน้ำมันส่วนเกิน เพื่อช่วยไม่ให้ต่อมรากผมอุดตัน
นวดหนังศีรษะในขณะสระผมด้วยแชมพู
หรือครีมนวดผม
ลดการสูญเสียความชุ่มชื้นด้วยการใช้ครีมนวดผม และผลิตภัณฑ์บำรุงหนังศีรษะ
ปกป้องเส้นผมจากการทำร้ายของมลภาวะแวดล้อม ด้วยการสวมหมวก เพื่อปกป้องทั้งหนังศีรษะและเส้นผม
จากการทำร้ายของรังสียูวี ลม และอุณหภูมิ
ที่ร้อนหรือเย็นจัด
ลดการใช้ความร้อนจากการจัดแต่งทรงผม
โดยการเป่าผม ด้วยความร้อนต่ำ
หรือปล่อยให้แห้งตามธรรมชาติ

เส้นผมถูกทำร้ายได้อย่างไร
เมื่อเส้นผมอายุมากขึ้นและเผชิญกับการถูกทำร้ายจากมลภาวะทุกวัน
เกล็ดผมและเซลล์เมมเบรน คอมเพล็กซ์ (Cell membrane complex; CMC) จะค่อยๆเสื่อมลงทีละน้อย
ทำให้ผมอยู่ในสภาพที่อ่อนแอและถูกทำร้ายได้ง่าย ปัจจัยที่สามารถทำร้ายเส้นผมได้แก่ :
กระบวนการทางเคมี เช่น การดัดผมถาวร การทำสีผม การยืดผม เป็นต้น
ความร้อนจากการจัดแต่งทรงผม
รังสียูวี / แสงแดด
การรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการไม่ครบถ้วน
เส้นผมที่ถูกทำรายอาจแสดงออกให้เห็นหลายรูปแบบ เช่น ผมแห้ง เปราะหักง่าย ไม่เงางาม และแตกปลาย
เส้นผมที่ถูกทำร้ายจะสูญเสียความเงางามตามธรรมชาติ
หรือให้สัมผัสที่แห้งสาก และจัดแต่งทรงยาก แชมพูยาจีน.

do me วิธีการทารประทานวิตามินอย่างถูกต้อง

do me วิธีการทารประทานวิตามินอย่างถูกต้อง เพื่อการบำรุงผิวพรรณอย่างเหมาะสม คุณควรมีวิธีกินวิตามินซี โดยการทานอาหาร หรือการทานวิตามินซีในรูปแบบของอาหารเสริมอย่างเหมาะสม ถ้าหากเป็นในวิยผู้ใหญ่ โดยพื้นฐานพวกเขาจะต้องการวิตามินซีอยู่ที่ประมาณ 40 มิลลิกรัม ส่วนผู้ที่สูบบุหรี่อยู่เป็นประจำ ร่างกายจะมีความต้องการวิตามินซีมากขึ้น เนื่องจากการสูบบุหรี่จะบั่นทอนวิตามินในเนื้อเยื่อของร่างกาย และในระบบไหลเวียนโลหิต ในส่วนของความงามแล้ว ควรทำการวิตามินซีจำนวนมากกว่า 1000 มิลลิกรัม ขึ้นไป เพื่อให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ในการบำรุงผิวพรรณ ทั้งภายใน และภายนอกได้อย่างทั่วถึงนั่นเอง ส่วนเวลาในการทานนั้นจะทำตอนไหนก็ได้ ขอเพียงแค่ทานเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอทุกวันก็ถือว่าเพียงพอแล้ว ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่า เคล็ดลับวิธีกินวิตามินซีนั้น ก็ไม่ยาก เพียงแค่รับประทานวิตมินซีในปริมาณที่เหมาะสม เป็นประจำทุกวันเท่านั้นเอง วิตามินซีจึงช่่วยทำให้ ขาวใส ขาวไว ด้วย วิตามินซี มีอย.ราคาถูก ปลอดภัย เห็นไหมล่ะว่า วิธีกินวิตามินซีนั้นแสนง่าย อย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว วิตามินบำรุงสายตา เคล็ดลับดูแลสายตาขั้นเทพที่คุณไม่ควรพลาด ดวงตา และสายตา ถือว่าเป็นอวัยวะที่จำเป็นจะต้องให้คความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะสายตา เป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ถ้าหากสายตาแย่ลง วิสัยทัศน์การมองเห็นที่ลดลงนั้น ก็จะก่อให้เกิดปัญหาอุปสรรคต่างๆ เป็นอย่างมากเลยทีเดียว ซึ่งหนึ่งในวิธีการดูแล บำรุง และป้องกันสายตา ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมต่อการใช้งานเสมอ นั่นคือ การทาน วิตามินบำรุงสายตา เป็นประจำทุกวันนั่นเอง สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่า แล้ววิตามินเหล่านั้น มีอะไรกันบ้าง วันนี้ก็ได้ทำการรวบรวมเหล่า วิตามินบำรุงสายตา ที่ผ่านการวิจัยศึกษา และได้รับการยอมรับในประสิทธิภาพการดูแลสุขภาพดวงตาจากทั่วโลก เอามาไว้ในบทความนี้เรียบร้อยแล้ว ส่วน วิตามินบำรุงสายตา เหล่านั้นจะมีอะไรกันบ้างนั้น ไปติดตามอ่านได้พร้อมๆกันเลยครับ do me.

do me
do me วิตามินบำรุงสายตา ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในปัจจุบัน มีอะไรกันบ้าง? ดูมี โดม
วิตามินบำรุงสายตา เหล่านี้ เป็นวิตามินที่ได้รับการยอมรับอย่างมาก ในด้านประโยชน์ของการบำรุงรักษาดวงตา ซึ่ง วิตามินบำรุงสายตา เหล่านี้ สามารถที่จะหาทานได้จากอาหารประเภทต่างๆ ตามธรรมชาติ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คุณจำเป็นจะต้องให้ความใส่ใจ คือ ปริมาณของวิตามินบำรุงสายตา เหล่านี้ ว่าเมื่อผ่านทางอาหารแล้ว จะมีปริมาณที่พอเหมาะหรือไม่ เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วสิ่งที่ทำให้สายตากิดปัญหา คือ ปริมาณของ วิตามินบำรุงสายตา ที่ร่างกายได้รับน้อยเกินไป จนไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายนั่นเอง do me

1.วิตามินซี ควรมีส่วนผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์อย่างน้อย 250 มิลลิกรัม
2.วิตามินอี ควรมีส่วนผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์อย่างน้อย 200 มิลลิกรัม
3.เบต้าแคโรทีน ควรมีส่วนผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์อย่างน้อย 5,000 IU
4.สังกะสี ควรมีส่วนผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์อย่างน้อย 25 มิลลิกรัม
5.ซีแซนทีน ควรมีส่วนผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์อย่างน้อย 500 ไมโครกรัม
6.ลูทีน ควรมีส่วนผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์อย่างน้อย 10 มิลลิกรัม
7.แคลเซียม ควรมีส่วนผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์อย่างน้อย 500 มิลลิกรัม
8.วิตามินบี ควรมีส่วนผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์อย่างน้อย 2 มิลลิกรัม
9.กรดโฟลิก ควรมีส่วนผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์อย่างน้อย 800 ไมโครกรัม
10.โอเมก้า-3 กรดไขมันที่จำเป็น (รวมถึงน้ำมัน Flaxseed) ควรมีส่วนผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์อย่างน้อย 2,000-3,000 มิลลิกรัม
11.Cysteine N-acetyl ควรมีส่วนผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์อย่างน้อย 100 มิลลิกรัม
12.อัลฟาไลโปอิคกรด ควรมีส่วนผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์อย่างน้อย 100 มิลลิกรัม

รู้ไหมว่าทำไมทานแล้ว วิตามินซีผิวขาว ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
สวัสดีครับ คุณผู้อ่านทุกท่าน กลับมาพบกันอีกแล้วนะครับ กับสารพัดบทความดีๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและความงามโดยเฉพาะ เชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงจะคุ้นเคยกับประสิทธิภาพของวิตามินซีกันดี ในฐานะของ “วิตามินบำรุงผิว” ที่มีคุณสมบัติช่วยทำให้ผิวขาว เนียนสดใส มากยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันอีกหลายๆคนอาจจะไม่เคยศึกษา เลยไม่เคยทราบถึงประสิทธิภาพที่น่าสนใจของ วิตามินซีผิวขาว ดังนั้น เผื่อใครจะยังไม่ทราบว่า ทำไม วิตามินซีผิวขาว จึงสามารถช่วยบำรุงผิวพรรณได้ดีเช่นนั้น ลองติดตามอ่านข้อมูลจากบทความชิ้นนี้ รับรองว่าคุณจะหายข้องใจอย่างแน่นอนครับ

วิตามินซีผิวขาว ช่วยในการบำรุงผิวพรรณในด้านใดบ้าง?
1.ช่วยปกป้องเซลล์ผิวให้มีสุขภาพดี มารี เมอร์ฟี do me นักวิทยาศาสตร์โภชนาการ ประจำมูลนิธิผู้บริโภคของประเทศอังกฤษ กล่าวว่า วิตามินเป็นหนึ่งในวิตามินผิวบำรุงผิว ที่มีส่วนเกี่ยวกันธุ์สำคัญในการผลิตคอลลาเจน ซึ่งส่งผลช่วยทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นเป็นอย่างมากนั่นเอง

2.ช่วยในการรักษาบาดแผลให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้วิตามินซี ยังช่วยเพิ่มปริมาณของธาตุเหล็ก ที่ร่างกายสามารถดูดซับจากแหล่งอาหารประเภทพืช อาทิเช่น ผักคะน้า บล็อกโคลี่ และกะหล่ำ เป็นต้น ซึ่งเป็นการช่วยลดรอยแผลเป็นที่เกิดขึ้นหลังจากการบาดเจ็บให้น้อยลง

3. อุดมด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ดี ทำให้วิตามินซีช่วยป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นจากโมเลกุลที่เป็นอันตรายต่อความงาม อย่างอนุมูลอิสระ สารพิษ และมลพิษต่างๆในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4.ช่วยลดความหยาบกร้านและริ้วรอยบนผิวได้เป็นอย่างดี คุณสมบัติของวิตามินซีผิวขาว ข้อนี้ สืบต่อมาจากผลของการทำหน้าที่เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ดีของวิตามินซี ด้วยการส่งผลกระทบส่งผลกระทบต่อเซลล์ภายใน และภายนอกของร่างกาย การศึกษาที่ตีพิมพ์ภายในวารสารอเมริกันคลีนิกโภชนาการ ได้ทำการสำรวจแล้วพบว่า การบริโภควิตามิซีในปริมาณสูง มีความสัมพันธ์กับความลดลงของความหยาบกร้าน และริ้วรอยของผิวที่ดีมากขึ้น ด้วยการศึกษาผู้หญิงระหว่างอายุ 40 ถึง 74 ปี จำนวน 4025 ราย

5.ช่วยปกป้องเซลล์ผิวให้มีสุขภาพดี มารี เมอร์ฟี นักวิทยาศาสตร์โภชนาการ ประจำมูลนิธิผู้บริโภคของประเทศอังกฤษ กล่าวว่า วิตามินเป็นหนึ่งในวิตามินผิวบำรุงผิว ที่มีส่วนเกี่ยวกันธุ์สำคัญในการผลิตคอลลาเจน ซึ่งส่งผลช่วยทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นเป็นอย่างมากนั่นเอง

6.ช่วยในการรักษาบาดแผลให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้วิตามินซี ยังช่วยเพิ่มปริมาณของธาตุเหล็ก ที่ร่างกายสามารถดูดซับจากแหล่งอาหารประเภทพืช อาทิเช่น ผักคะน้า บล็อกโคลี่ และกะหล่ำ เป็นต้น ซึ่งเป็นการช่วยลดรอยแผลเป็นที่เกิดขึ้นหลังจากการบาดเจ็บให้น้อยลง

ด้วยเหตุผลทั้ง 6 ประการที่ได้นำมาเสนอไปแล้วนั้น คงจะช่วยทำให้หลายคนเห็นภาพว่า วิตามินซีผิวขาว นั้น มีส่วนคุณสมบัติที่สามารถช่วยบำรุงผิวพรรณของคุณให้ขาวกระจ่างสดใสมากขึ้นได้จริง ซึ่งวิตามินซีสามารถที่จะหาได้จากมากมายหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ทานเข้าไปตามปกติในชีวิตประจำวันอย่างผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์บางประเภท เป็นต้น หรือสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลา ก็อาจที่จะเลือกทานวิตามินซีผิวขาวในรูปแบบผลิตภัณฑ์อาหารเสริมก็ได้เช่นกัน do me.

This entry was posted on April 2, 2017, in do me.

ชาเม่ คอลลาเจน คำว่า Collagen (คอลลาเจน) มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก

ชาเม่ คอลลาเจน คำว่า Collagen (คอลลาเจน) มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกจากคำว่า “Kolla” ที่แปลว่า กาว โดยเมื่อก่อนได้มีการทำกาวโดยการนำหนังและเอ็นม้ามาเคี่ยวจนกลายเป็นกาว ตามหลักฐานที่พบมีการใช้งานกาวลักษณะนี้มากว่า 8000 ปีแล้ว โดยใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตเชือกและตะกร้าสานเพื่อให้มีความแข็งแรง และมีการใช้งานภายในครัวเรือนทั่วไป กาวชนิดนี้เมื่อแห้งแล้วสามารถทำให้อ่อนนิ่มได้อีกโดยการให้ความร้อน เพราะกาวจากสิ่งมีชีวิตเป็นเทอร์โมพลาสติก ชนิดหนึ่งจึงมีการใช้งานได้หลากหลายโดยเฉพาะการผลิกเครื่องดนตรีเช่น ไวโอลีน กีตาร์ แม้กระทั่งเมื่อมนุษย์สามารถผลิตพลาสติกสังเคราะห์ได้แล้ว แต่ก็ยังมีการใช้งานกาวเจลาตินอยู่ทั่วไป การใช้ทางการแพทย์ ศัลยกรรมเสริมสวย มีการใช้คอลลาเจนในศัลยกรรมเสริมสวยอย่างแพร่หลาย โดยเป็นการช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยแผลไหม้เพื่อสร้างกระดูกใหม่ ทั้งยังใช้ในจุดประสงค์ทางทันตกรรม ออร์โทพีดิกส์และศัลยกรรมอื่นอีกมาก พบใช้ทั้งคอลลาเจนมนุษย์และวัวเป็นสารเติมเข้าผิวหนังเพื่อรักษารอยย่นและการเปลี่ยนตามวัยของผิวหนังได้ แหล่งคอลลาเจนในอาหารที่หลายคนอาจไม่เชื่อว่าอาหารที่มีคอลลาเจ­­นจะหากินได้ง่ายขนาดนี้ เอาล่ะสิ ! เตรียมกรี๊ดให้เต็มที่เพราะการมีผิวเด้งตึงน่าจะอยู่ไม่ไกลเกิน­­เอื้อมแล้วจริง ๆ ชาเม่ คอลลาเจน.

ชาเม่ คอลลาเจน

ชาเม่ คอลลาเจน ยุคสมัยนี้ใครอยากขาวใสเด้งก็พึ่งมีดหมอและการศัลยกรรมได้อย่าง­­กับเนรมิต โดยเฉพาะการฉีดคอลลาเจนเพื่อบำรุงผิวพรรณก็มีทั้งหมอแท้หมอเถื่­­อนแทบทุกมุมถนน แต่รู้ไหมคะว่าหากอยากมีผิวดูเด็กไม่จำเป็นต้องทำชีวิตให้ยากแล­­ะเสี่ยงต่ออันตรายขนาดนั้น แค่กินอาหารให้ถูก เลือกอาหารที่มีคอลลาเจนแฝงอยู่ตามนี้ก็มีผิวโบ๊ะเต่งตึงเหมือน­­เกิดใหม่ในเวอร์ชั่นที่ไฉไลกว่าเดิม chame collagen

คอลลาเจนคืออะไร

คอลลาเจน คือ โปรตีนเมตริกซ์นอกเซลล์ที่ไม่สามารถละลายน้ำได้ ทำหน้าที่คล้าย ๆ กาวที่คอยยึดเกาะเซลล์ผิวหนัง เอ็น และกล้ามเนื้อให้แน่นสนิทเต่งตึง และกว่า 80% ของเซลล์ผิวหนังในร่างกายก็มีเจ้าคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบ เพราะฉะนั้นหากขาดคอลลาเจนไปก็แน่นอนว่าผิวพรรณจะหย่อนยานเหี่ย­­วย่น ดังเช่นคนแก่ที่คอลลาเจนค่อย ๆ ลดลงไปตามวันและเวลา ชาเม่ คอลลาเจน

ประโยชน์ของคอลลาเจน

ประโยชน์ของคอลลาเจน

หลัก ๆ แล้วคอลลาเจนเป็นโปรตีนใต้ผิวหนังที่คอยยึดเซลล์ผิวให้เต่งตึง แต่อย่างที่บอกว่ากาลเวลาสามารถพรากคอลลาเจนไปจากผิวของเราได้ ดังนั้นประโยชน์ของคอลลาเจนที่เด่นมาก ๆ คือ ช่วยเติมเต็มผิวคล้อยหย่อนยานให้กลับมาเรียบตึง อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาผิวที่ถูกความร้อนหรือรังสียูวีเผาไหม้จ­­นกลายเป็นผิวเสีย

นอกจากนี้ ดร.เรย์ ซาเฮเลียน ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและผลิตภัณฑ์คอลลาเจน ยังอวดสรรพคุณของคอลลาเจนในด้านช่วยรักษาโรคข้อและกระดูกเสื่อม­­ และโรคไขข้ออักเสบอีกด้วยนะคะ

รู้จักคอลลาเจนและประโยชน์ของคอลลาเจนไปคร่าว ๆ แล้ว นับจากบรรทัดนี้ไปเตรียมสายตาให้ดี ๆ ค่ะ นี่แหละอาหารที่เขาว่ากันว่ามีคอลลาเจนบำรุงความเต่งตึงล่ะ ลุยเลย !

ถั่วเหลือง

1. ถั่วเหลือง

ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองทุกชนิด รวมไปถึงชีสทุกประเภทมีเจนิสติน (genistein) สารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่า ไอโซฟลาโวน มีส่วนช่วยเร่งการผลิตคอลลาเจน ยกกระชับผิวพรรณให้เต่งตึง แถมช่วยบล็อกเอนไซม์ตัวร้ายที่จะทำร้ายผิวให้หย่อนคล้อยมีรอยตี­­นกา

2. ผักใบเขียว

ผักใบเขียวทุกชนิด ยิ่งเขียวเข้มยิ่งดีอย่างพวกคะน้า ผักกาดหอม ผักสลัด ผักโขม กะหล่ำปลี ผักเคล และหน่อไม้ฝรั่ง ผักสีเขียวทั้งหมดนี้ขึ้นชื่อว่ากระตุ้นการผลิตคอลลาเจนได้อย่า­­งมีประสิทธิภาพ ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อว่า ลูติน (lutein)

โดยงานวิจัยเรื่องผิวพรรณจากฝรั่งเศสก็แนะนำว่า วัน ๆ หนึ่งควรให้ร่างกายได้รับลูตินประมาณ 10 กรัม (เท่ากับทานผักโขม 1.1 กิโลกรัม หรือผักเคล 0.5 กิโลกรัม) ซึ่งก็จะเพียงพอต่อการบำรุงผิวพรรณให้เรียบเนียนไร้ริ้วรอยแห่ง­­วัย

3. ถั่ว

เพียงแค่กินถั่ว เช่น ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา วันละ 2 ช้อนโต๊ะเป็นประจำ ร่างกายก็จะได้รับกรดไฮยาลูโรนิก (hyaluronic acid) ซึ่งเป็นอาวุธชั้นดีของกระบวนการชะลอริ้วรอยแห่งวัย แถมกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนมาบำรุงดูแลผิวมากขึ้น

ผักผลไม้สีแดง
4. ผัก-ผลไม้สีแดง

ผักและผลไม้สีแดงมีไลโคปีนสูง สรรพคุณเด่น ๆ ของเขาคือช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ดีสุด ๆ อีกทั้งไลโคปีนยังทำหน้าที่คล้ายสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอริ้วรอยแห่งวัยและเติมเต็มความแข็งแรงของเซลล์ผิว โดยผักและผลไม้สีแดงก็ได้แก่ มะเขือเทศ พริกหยวกแดง บีท แครอท สวีทโปเตโต้ เป็นต้น

นอกจากนี้ ดร.โรนัลโด วัตต์สัน ผู้ทำการวิจัยจากมหาวิทยาลัยแอริโซนา ยังเผยว่าสารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในผักและผลไม้สีแดงและเหลืองทุกชนิด มีความสามารถในการปกป้องผิวจากรังสียูวีได้ดีพอสมควร นับเป็นสรรพคุณช่วยชะลอความชราของผิวทางอ้อมอย่างหนึ่งเหมือนกั­­นนะคะ

5. วิตามินซี

ไม่ว่าจะเป็นส้ม มะนาว ฝรั่ง หรือสตรอว์เบอร์รีก็ล้วนอุดมไปด้วยวิตามินซี คุณประโยชน์ดี ๆ ที่ช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจน อีกทั้งยังเสริมความแข็งแรงของเซลล์ผิวได้อีกด้วย
ลูกพรุน

6. ลูกพรุน

ตัวการสุดจี๊ดที่คอยจ้องทำลายความเต่งตึงของผิวเรามีชื่อว่า อนุมูลอิสระ ซึ่งสิ่งที่จะต่อกรกับอนุมูลอิสระได้ก็คือสารต้านอนุมูลอิสระนั­­่นเอง โดยลูกพรุนก็นับเป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิระสูงมาก รองลงมาก็บลูเบอร์รี ฉะนั้นกินทั้งสองอย่างนี้อย่างน้อย 5-6 ลูกทุกวัน รับรองผิวพรรณใสเด้ง

7. กรดไขมันโอเมก้า

ต้องยกให้โอเมก้าเป็นแหล่งสร้างคอลลาเจนจากธรรมชาติตัวเด็ดอีกต­­ัวหนึ่ง ซึ่งช่วยเติมเต็มร่องลึกของเซลล์ผิวที่ถูกปัจจัยอื่น ๆ ทำลาย โดยเราจะรับกรดไขมันโอเมก้าได้จากเมล็ดแฟลกซ์ซีด แซลมอน ปลาทูน่า อะโวคาโด เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และอัลมอนด์ เป็นต้น
8. แตงกวา มะกอกเขียว และมะกอกดำ

ผักและผลไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้อุดมไปด้วยซัลเฟอร์ ส่วนสำคัญในการเสริมสร้างคอลลาเจน นอกจากนี้ยังมีวิตามินเอสูง รักษาระดับคอลลาเจนในผิวให้สูงขึ้นอีกทาง โดยหากกินแครอท และแคนตาลูปเพิ่มด้วยก็จะช่วยให้ร่างกายเสริมสร้างคอลลาเจนได้อ­­ย่างเต็มที่

ดาร์กช็อกโกแลต

9. ดาร์กช็อกโกแลต

ผลงานวิจัยจากเยอรมนียืนยันแล้วว่า ดาร์กช็อกโกแลตไม่มีทางส่งผลร้ายต่อผิว ทั้งยังช่วยบำรุงดูแลผิวได้อย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่อัดแน่นอยู่ในดาร์กช็อกโกแลตซึ่งเพียงพอต่อการเสริมสร้างคอลลาเจน และชะลอริ้วรอยแห่งวัยได้ชะงัด

ชาขาว

10. ชาขาว

จากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยคิงส์ตัน พบว่า ชาขาวไม่เพียงแต่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ หากยังเป็นแหล่งของโปรตีนชนิดเดียวกับโปรตีนที่ค้นพบในเซลล์ผิว­­ โดยเฉพาะคอลลาเจน ซึ่งก็ทำหน้าที่ต้านเอนไซม์ที่คอยทำลายผิวพรรณให้หย่อนคล้อยได้­­นั่นเอง

กระเทียม
11. กระเทียม

กระเทียมก็เป็นสมุนไพรอีกชนิดที่อุดมไปด้วยซัลเฟอร์ อีกทั้งยังมีกรดไลโปอิก (lipoic acid) และกรดอะมิโนทอรีน (Taurine) ตัวช่วยเสริมสร้างเส้นใยคอลลาเจนที่ถูกทำลาย

หอยนางรม
12. หอยนางรม

อาหารที่กินเป็นกับแกล้มก็อร่อย หรือจะกินเล่นเปล่า ๆ ชาเม่ คอลลาเจน ก็ดีอย่างหอยนางรมไม่ได้เป็นแค่ยาโด๊ปเท่านั้นหรอกนะ ทว่าหอยนางรมยังอุดมไปด้วยธาตุสังกะสี และกรดอะมิโนที่สำคัญต่อกระบวนการสร้างคอลลาเจน พ่วงด้วยธาตุเหล็กและวิตามิน B2 ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกมากมาย
13. ไข่ขาว

ไข่ขาวเป็นแหล่งกรดอะมิโนโปรลีน ซึ่งเป็นโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของเส้นใยคอลลาเจน ดังนั้นการที่เราเสริมโปรตีนตัวนี้เข้าไปก็เท่ากับเสริมความแข็­­งแรงของแขน-ขาคอลลาเจนให้แข็งแกร่ง ยากที่จะมีอะไรมาทำลายได้นั่นเอง
14. เมล็ดข้าวสาลี

เมล็ดข้าวสาลีก็มีกรดอะมิโนโปรลีนสูงเช่นกัน ยืนยันด้วยผลการศึกษาจาก Nutritional Sciences มาแล้วด้วยนะคะว่าแค่กินเมล็ดข้าวสาลีเป็นประจำก็จะช่วยยืดอายุ­­คอลลาเจนในร่างกายให้ยาวนานกว่าเดิมได้

สาหร่ายทะเลทุกชนิด

15. สาหร่ายทะเลทุกชนิด

ส่วนประกอบสำคัญในการสร้างเส้นใยคอลลาเจนอย่างไฮยาลูโรนิกเป็นเ­­หตุผลสำคัญที่ทำให้สาหร่ายทะเลทุกชนิดขึ้นชื่อว่าเป็นพืชที่มี­ค­อลลาเจนผสมอยู่ ดังนั้นอยากมีผิวผุดผ่องเต่งตึงต้องอย่าพลาดสาหร่ายทะเลเชียวล่­­ะ

16. เห็ดทุกชนิด

ในเห็ดแทบทุกชนิดอุดมไปด้วยโปรตีน และสารต้านอนุมูลอิสระจึงสามารถช่วยในกระบวนการเสริมสร้างคอลลา­­เจนให้ผิวได้ง่าย ๆ อีกทั้งสารต้านอนุมูลอิสระยังช่วยลดเลือนริ้วรอยก่อนวัยได้อีกต­­่างหาก

มะพร้าว

17. มะพร้าว

ในน้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ที่จะทำให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น ชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย นอกจากนี้ น้ำมะพร้าวยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับของเสียหรือสารพิษออกจากร่างกาย คล้ายกับการทำดีท็อกซ์ จึงช่วยทำให้ผิวพรรณผ่องใส
18. กระดูกอ่อน

ทั้งกระดูกอ่อนหมูและกระดูกอ่อนของไก่ล้วนแล้วแต่มีคอลลาเจนปะป­­นอยู่กับโปรตีนด้วยกันทั้งนั้น โดยเราจะสามารถสังเกตเห็นคอลลาเจนเป็นตัวเป็นตนได้จากน้ำต้มกระ­­ดูกอ่อนที่ทิ้งไว้ให้เย็น และส่วนที่เป็นวุ้นลอยอยู่เหนือน้ำต้มกระดูกก็คือคอลลาเจนนั่นเองค่ะ

ทั้งนี้เราควรกินวิตามิน C ไปพร้อม ๆ กับอาหารที่มีคอลลาเจนด้วยทุกครั้ง เพราะวิตามินซีจะช่วยให้การดูดซึมคอลลาเจนเข้าสู่ร่างกายเป็นไป­­อย่างง่ายดายและเต็มประสิทธิภาพมากขึ้นนะคะ ชาเม่ คอลลาเจน.

chloro mint คลอโรฟิลล์มีประสิทธิภาพต่อโรคตับ

chloro mint คลอโรฟิลล์มีประสิทธิภาพต่อโรคตับ เราเชื่อว่าการที่คลอโรฟิลล์มีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยโรคตับได้ผลดีก็เพราะในคลอโรฟิลล์มีธาตุคลอรีนและโปแตสเซี่ยมสูง คลอรีนจะช่วยสลายไขมันที่สะสมในตับ โปแตสเซียมก็มีความจำเป็นต่อตับ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักจะขาดโปแตสเซียม สัดส่วนของแร่ธาตุที่สมดุลในคลอโรฟิลล์(เช่นคลอรีน และโปแตสเซียม) จะช่วยรักษาระบบการทำงานของตับ ผู้ที่ได้รับบริโภคคลอโรฟิลล์เป็นประจำ มีรายงานผลเกี่ยวกับการทำงานของตับดีขึ้น ถึงแม้ผู้ป่วยที่มีตับผิดปกติ เมื่อได้รับบริโภคคลอโรฟิลล์เป็นประจำจะช่วยลดความผิดปกตินั้นได้อย่างมากมาย วิธีใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์กับโรคตับ โรคตับโต มีอาการของหายใจไม่อิ่ม หายใจไม่เต็มปอด จุกลิ้นปี่  ในช่วง 5-7 วันแรกตื่นขึ้นมาตอนเช้าให้ผสมคลอโรฟิลล์เข้มข้น 5 ซี.ซี.ลงในน้ำ 1 แก้วดื่มกินทันที และดื่มอีก 1 แก้วก่อนนอนและผสมคลอโรฟิลล์เข้มข้น 10 cc กับน้ำสะอาด 1.5 ลิตร ใช้ดื่มทั้งวันอาการจุกลิ้นปี่จะทุเลาขึ้น และดื่มกินเช่นนี้ 3-4 เดือน อาการจะดีขึ้นมาก ป้องกันมะเร็งโรคร้ายอันดับหนึ่งของโรค คลอโรฟิลล์จากอัลฟัลฟ่า มีเอ็นไซม์ ชื่อ เปอร์ออกซิเดส ทำหน้าที่สลายอนุมูลอิสระหรือสารก่อมะเร็งและป้องกันเซลล์ปกติไม่ให้เป็นเซลล์มะเร็ง นอกจากนี้คลอโรฟิลล์จากอัลฟัลฟ่ายังมีไวตามินที่ทำหน้าที่เป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ เป็นจำนวนมาก เช่น ไวตามินเอ ไวตามินซี และไวตามินอี ซึ่งช่วยกำจัดสารก่อมะเร็งอีกด้วย การที่ไวตามินเหล่านี้ทำงานร่วมกับเอ็นไซม์เปอร์ออกซิเดส จึงทำให้คลอโรฟิลล์จากอัลฟัลฟ่ามีประสิทธิภาพสูงในการกำจัดสารก่อมะเร็งมากกว่าการใช้สารเพียงตัวใดตัวหนึ่ง มะเร็งเป็นโรคที่น่าสะพรึงกลัวในยุคของเรา และทำลายชีวิตสูงเป็นอันดับ 2 ทั้งๆที่มีการค้นคว้าทดลองมาก แต่มนุษย์เป็นจำนวนมากก็ยังต้องตายเพราะโรคมะเร็ง มะเร็งเกิดจากเซลล์ร่างกายปกติที่แปรเปลี่ยนสภาพไปเป็นเซลล์มะเร็ง สารก่อมะเร็ง เช่น รังสี และสารพิษต่างๆ ทำให้เกิดการแปรเปลี่ยนนี้ นอกจากนี้สารเบนซ์ไพรีน(Benzpyrene) ที่พบในเนื้อย่าง เผา ก็เป็นสารก่อมะเร็งเช่นกัน จากการทดลองอย่างละเอียดพบว่า คลอโรฟิลล์สามารถกำจัดปฏิกิริยาที่จะก่อให้เกิดมะเร็งเหล่านี้ chloro mint.

chloro mint

chloro mint วิธีใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์กับโรคมะเร็ง คลอโรมินต์
โรคมะเร็ง ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ดื่มแบบเข้มข้นเพื่อให้สารอาหารเป็นยา
-สัปดาห์แรก ให้ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ปริมาณ 5 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวันต้องดื่มให้หมดขวดทุกวัน เป็นเวลา 5 – 7 วัน chloro mint
-เดือนที่ 1 ให้ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ปริมาณ 30 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวันต้องดื่มให้หมดขวดทุกวัน
*หลังจากรับประทานไปแล้ว จะมีอาการไอ ออกเสมหะ มีอาการครั่นเนื้อ ครั่นตัวและบางรายเกิดอาการเป็นไข้สูง และถ้ามีอาการไออยู่แล้ว จะไอมากขึ้นเสมหะออกเขียวๆ ปนดำ ไม่ต้องตกใจให้ดื่มต่อในปริมาณที่กำหนดใช้เวลาไม่นานอาการดังกล่าวจะหายไปเอง*

-เดือนที่ 2 ให้ลดปริมาณคลอโรฟิลล์บริสุทธ์ 100 % โดยใช้ ปริมาณ 20 ซีซีผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวัน และต้องดื่มให้หมดขวดทุกวัน

-เดือนที่ 3 ให้ลดปริมาณคลอโรฟิลล์บริสุทธ์ 100 % โดยใช้ ปริมาณ 10 ซีซีผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวันต้องดื่มให้หมดขวดทุกวัน

-เดือนที่ 4 – 6 ให้ใช้ปริมาณคลอโรฟิลล์บริสุทธ์ 100 % โดยใช้ ปริมาณ 10 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวันต้องดื่มให้หมดขวดทุกวัน
สำหรับในรายที่มีอาการรุนแรงหรือรายที่ผ่านการผ่าตัดมา ให้ใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์ แองเจิ้ล ( Angel ) 2 เม็ดก่อนนอนใน 7 วันแรก และลดเป็น Angel 1 เม็ดทุกวัน อาการจะดีขึ้น และแผลผ่าตัดจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
* หลังจากเดือนที่ 6 ให้ท่านตรวจเชื้อมะเร็งอีกครั้ง จะได้คำตอบ*
คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ต่อร่างกายเนื่องจากเป็นสารสกัดจากพืชบริสุทธิ์ 100 % ไม่มีสารประกอบอื่นเจือปนจึงไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้

โรคภูมิแพ้โดยทั่วไปเกิดจากการที่อากาศและอาหารเป็นพิษ โดยการสะสมติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน อาหารประเภท เนื้อ นม ไข่ นั้นนอกจากจะได้มาจากการใช้สารเคมีและยาปฎิชีวนะแล้ว ในตัวของมันเอง เช่น อาหารจานด่วน ( Fast Food ) อาหารขยะ ( Junk Food ) หรืออาหารประเภทสุกๆ ดิบๆ ( Ghost Food ) ยังเป็นอาหารที่ทำให้เกิดสารมูก ( Mucus ) อาหารที่ก่อให้เกิดมูกแพทย์ธรรมชาติบำบัดบอกว่าเป็นอาหารที่ทำให้อายุไม่ยืนยาว เพราะเป็นอาหารทำให้ร่างกายมีความต้านทานต่อโรคต่ำ เนื่องจากสารมูกไปเกาะตามผนังลำไส้ ทำให้การดูดซึมสารอาหารและแร่ธาตุต่างๆ น้อยลง ตัวสารมูกเองบางส่วนเข้าไปกระแสเลือดเกิดเป็นพิษขึ้น ทำให้เกิดป่วยเป็นโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้ที่เกิดกับระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร คนเราทุกวันนี้จึงเจ็บป่วยกันบ่อยด้วยโรคหวัด น้ำมูกไหล เจ็บคอ โรคช่องหูอักเสบ ท้องเสีย ท้องผูกบ่อย ฯลฯ

คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ เป็นเสริมอาหารและยังใช้ภายนอก ( หยอดหรือทา ) เพื่อล้างพิษช่วยบรรเทาอาการแพ้ต่างๆ ได้ดี ทำให้หายจากอาการต่างๆ ได้เร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น อาการเจ็บคอ ( Pharyngitis ) และต่อมทอลซิลอักเสบ ( Tonsilitis ) ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ ในน้ำอุ่นอัตราส่วน 1 ต่อ 5 ส่วน ถึง 1 ต่อ 10 ส่วน กลั้วคอทุกๆ 2-3 ชั่วโมง

ส่วนกล่องเสียงอักเสบ ( Laryngitis ) ให้กลั้วคอทุก 1 ชั่วโมง คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ ยังช่วยระงับการอักเสบได้ดี และจะไประงับการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียชนิดที่ไม่ใช้ก๊าซออกซิเจน ( Anaerobic Bacteria )

โรคโพรงจมูกอักเสบ ที่เรียกว่าโรคไซนัส ( Sinusitis ) โรคแพ้ละอองฟาง หรือหญ้าแห้ง ( Hay Fever ) และโรคเยื่อหุ้มโพรงจมูกอักเสบ ( Rhinitis ) ซึ่งมักจะมีน้ำมูกไหลออกมาเกือบตลอดเวลา ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ในน้ำอุ่น ในอัตราส่วนดังกล่าวหยอดช้าๆ เข้ารูจมูกข้างละประมาณ 30-50 หยด ( แหงนหน้าให้รูจมูกเงยขึ้นในท่านอนหงายหรือนั่งเก้าอี้เอนไปข้างหลัง ) โดยทำทีละข้าง ให้หายใจทางปากเพื่อป้องกันการสำลัก เมื่อครบ 2 ข้างแล้วให้ก้มหน้าลงปล่อยให้น้ำคลอโรฟิลล์และน้ำมูกไหลออกไปเอง ( ห้ามสั่งน้ำมูก ) ทำอย่างนี้ทุกวันจนครบ 6 วัน แล้วให้พักติดต่อกันอีก 6 วัน จึงจะทำต่อไปอีกถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น

ช่องหูอักเสบ ( Otitis Externa ) และหูส่วนกลางอักเสบ ( Otitis Media ) ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ อัตราส่วน 1 ต่อ 10 ส่วน หยอดลงไปในหูจนเต็ม แล้วทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที จึงเอียงหูให้น้ำออก สามารถทำได้วันละหลายครั้งจนอาการอักเสบของหูดีขึ้น ซึ่งจะรู้ได้จากอาการเจ็บปวดลดลงเป็นลำดับ

อาหารเป็นพิษสามารถเกิดขึ้นได้บ่อยๆ จากการเดินทางไปสถานที่ต่างๆ อาหารที่ค้างไว้นานหลายวัน อาหารกระป๋องหมดอายุ ในกรณีทั่วๆ ไปธรรมดาคลอโรฟิลล์ ขนาด 120 มิลลิกรัม ( 15 ซีซี.) chloro mint จะแก้ไขอาการผิดปกติของอาหารเป็นพิษได้ดีมาก โดยไม่ต้องพึ่งยาใดๆ คลอโรฟิลล์จะไปทำลายพิษโดยตรงในลำไส้ อาการปวดท้องจะทุเลาลงภายใน 10-20 นาที แต่ในกรณีที่รุนแรงมากจำเป็นต้องไปพบแพทย์

โรคภูมิแพ้ คือโรคที่เกิดจากการตอบสนองของร่างกายผิดปกติอย่างมากต่อตัวกระตุ้นที่ในภาวะปกติแล้วจะไม่ทำให้เกิดอันตราย ต่อร่างกาย เช่น ไรฝุ่น ละอองเกสรพืชทำให้เกิดการอักเสบในอวัยวะที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้นั้น แล้วทำให้เกิดการอักเสบในโพรงจมูก เกิดอาการคัดจมูก จาม มีน้ำมูกใสๆ คันจมูก

ถ้าเป็นโรคหืดเมื่อหายใจเอาสารก่อภูมิแพ้เข้าไปถึงหลอดลมก็จะทำให้เกิด การอักเสบของหลอดลมแล้วหลอดลมก็จะตอบสนองด้วยการหดเกร็งเกิดอาการของหลอดลมตีบขึ้นโดยหายใจมีเสียง เหมือนนกหวีด ดังวี๊ดขึ้นอาจใช้เวลาก่อนเกิดอาการเป็นนาทีหรือเป็นชั่วโมงก็ได้ถ้าเป็นภูมิแพ้ที่ผิวหนัง ก็จะมีอาการคัน ที่ผิวหนัง หรือมีผื่นแบบลมพิษถ้าแพ้อาหารก็จะมีอาการปากบวม หรือมีลมพิษขึ้น

อาการแทรกซ้อนเมื่อเป็นภูมิแพ้ ขึ้นอยู่กับอวัยวะที่แพ้ถ้าเป็นภูมิแพ้ทางจมูกก็จะมีอาการปากแห้งเวลาตื่นนอนเนื่องจากเกิดอาการคัดจมูกในเวลากลางคืน ทำให้นอนอ้าปากหายใจง่วงเหงาหาวนอนเวลาเรียน สมาธิสั้น ทำให้ ความคิดความจำสั้นถ้าเป็นหืดก็จะทำให้สมรรถภาพการทำงานลดลง เพราะจะเหนื่อยง่าย

ถ้าเป็นรุนแรงและ มีอาการ ในที่ห่างไกลจากโรงพยาบาลหรือไม่มียาขยายหลอดลมติดตัวก็อาจทำให้เสียชีวิตได้ สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ส่วนใหญ่มักไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือการรักษาที่ไม่เพียงพอทำให้ไม่สามารถควบคุมอาการได้

ภาวะเครียดและการอดนอนจะทำให้อาการของภูมิแพ้แย่ลงดังนั้นควรดูแลสุขภาพของตัวเองไม่ให้เครียด พักผ่อน ให้เพียงพอรักษาร่างกายให้อบอุ่นการออกกำลังกายจะทำให้อาการของโรคภูมิแพ้ดีขึ้นแต่ต้องเลือกชนิดการออกกำลังกาย และไม่ควรออกกำลังกาย ในช่วงที่มีอาการของโรคหอบหืดกำเริบโดยเลือกช่วงอากาศที่ไม่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป และใช้ เวลาในการออกกำลังกายให้เหมาะสม ส่วนรูปแบบการออกกำลังกาย ควรเป็นแบบแอโรบิค คือลักษณะอาการ ออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง เช่น การวิ่ง เดิน หรือว่ายน้ำแล้วแต่ความเหมาะสมของร่างกาย chloro mint.

This entry was posted on March 26, 2017, in chloro mint.

merci sleeping mask ทาโลชั่นไวท์เทนนิ่งอย่างสม่ำเสมอ

merci sleeping mask ทาโลชั่นไวท์เทนนิ่งอย่างสม่ำเสมอ เป็นวิธีดูแลผิวให้ขาวที่ดีวิธีหนึ่ง เลือกโลชั่นที่มีส่วนผสมของสารบำรุงช่วยให้ผิวขาวขึ้น เช่น วิตามินบีสามหรือไนอาซินาไมด์ วิตามินซี วิตามินอี โคเอนไซม์คิวเท็น อัลฟาอาร์บูติน สารสกัดจากเปลือกสน และสารสกัดจากธรรมชาติต่างๆ โดยใช้ปริมาณที่มากพอสำหรับพื้นที่ผิวแต่ละส่วน เพื่อการดูดซับสารบำรุงแล้วนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง แต่เราไม่ควรทาครีมที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวในเวลากลางวัน ตัวอย่างเช่น กรดผลไม้หรือที่เรียกกันว่า AHA เนื่องจากจะทำให้ผิวไวต่อแสงแล้วเป็นผลเสียมากกว่าผลดีค่ะ ทาโลชั่นไวท์เทนนิ่งอย่างสม่ำเสมอ เป็นวิธีดูแลผิวให้ขาวที่ดีวิธีหนึ่ง ขัดผิวด้วยสมุนไพรธรรมชาติ อีก 1 สูตรลับผิวขาวกระจ่างใส มะขามเปียก ขมิ้นชัน และนมสด เป็นของธรรมชาติที่ช่วยขัดขี้ไคลและผลัดเซลล์ผิวให้ขาวขึ้น นำส่วนผสมมาคลุกเคล้าในภาชนะกระเบื้องหรือแก้ว ห้ามใช้พลาสติกอย่างเด็ดขาด เนื่องจากจะทำปฏิกิริยากับพลาสติกแล้วเป็นพิษได้ สูตรนี้ประยุกต์มาจากตำรับชาววัง แต่สามารถหาได้ง่ายตามทั่วไป เมื่อส่วนผสมเป็นเนื้อเดียวกันแล้วให้ขัดพอกที่ผิว เน้นตรงบริเวณซอกหลืบ ทาทิ้งไว้ 5 – 10 นาที จนรู้สึกว่าสมุนไพรแห้งหมาดๆ แล้วล้างออก ทำอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งขัดผิวด้วยสมุนไพรธรรมชาติ อีกหนึ่งวิธีทำให้ผิวขาวเร็วขึ้น merci sleeping mask.

merci sleeping mask

merci sleeping mask ออกกำลังกายให้ผิวขาวอย่างถาวร ครีมเมอร์ซี่

เรามักสังเกตเห็นว่า ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำจะดูหนุ่มสาวและมีผิวที่ใสดูอ่อนกว่าวัยมากกว่าผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ นั่นเป็นเพราะว่าการออกกำลังช่วยให้ระบบโลหิตไหลเวียนดีขึ้น เร่งผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ผิวจึงเปล่งปลั่ง ขาวใส ดูมีเลือดฝาด และได้สุขภาพที่ดีขึ้นอีกด้วย โดยลองสังเกตตัวเองง่ายๆ ค่ะ เมื่อออกกำลังกายจนอุณหภูมิในตัวสูงขึ้นและมีเหงื่อออก เราจะสามารถขัดขี้ไคลตามแขนขาได้ง่ายนั่นเอง เมอร์ซี่ สลิฟปิ้ง มาส์ก ทู

ผิวสวยจากภายในสู่ภายนอก

รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิว จำพวกวิตามินซี วิตามินอี คอลลาเจน เบต้าแคโรทีน ไบโอฟลาโวนอยด์ และสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ ซึ่งหาได้ง่ายจากอาหารบ้านเรา เช่น ปลาทะเล ผักสด ส้ม แครอท แตงโม มะละกอ มะเขือเทศ และผลไม้สด ช่วยให้ผิวค่อยๆ ขาวกระจ่างใสขึ้นจากภายในสู่ภายนอกได้อย่างเป็นธรรมชาติ merci sleeping mask

สูตรผิวสวย ขาวกระจ่างใส สุขภาพดีด้วยการดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว

น้ำเปล่ามีคุณประโยชน์มากน้อยแค่ไหนวันนี้เรามีคำตอบสำหรับเรื่องน้ำ แน่นอนค่ะว่าหลายๆท่านนั้นจะต้องทราบกันดีอยู่แล้วว่าน้ำนั้นเป็นส่วนหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญๆของร่างกายเรารวมถึงยังส่งไปเลี้ยงสมองและดำรงชีพ หากขาดน้ำ ขาดสารอาหารก็สามารถตายได้ เพราะฉะนั้นแล้วน้ำและอาหารจึงจำเป็นต่อร่างกายซึ่งก็รวมถึงอากาศบนโลกใบนี้ด้วยเช่นกันมนุษย์นั้นเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่เปราะบาง เพราะฉะนั้นจะต้องมีการดูแลตัวเองให้ดี และทราบไหมคะว่าน้ำนั้นช่วยสร้างผิวขาวใสอมชมพูให้เราได้ ถึงแม้ว่าเรานั้นจะดำแค่ไหนหรือว่าผิวแทน แต่หากมีการดื่มน้ำเยอะๆถึงผิวจะแทนก็แทนเนียนละเอียด ผิวไม่แห้งและก็ผิวนุ่มชุ่มชื่นอีกด้วย ในร่างกายของคนเรานั้นประกอบไปด้วยน้ำกว่า 80% ด้วยกัน โดยส่วนใหญ่นั้นจะเป็นน้ำที่เรานั้นดื่มเข้าไปต่อวันต่อวันเพื่อดำรงชีพ มันรวมผสมกับเลือดซึ่งก็นำมาใช้เหมือนการปั่นไฟ ปั่นพลังงานให้แก่ร่างกายต้องมีการเติมน้ำมันเข้าร่างกายทุกๆวัน เพราะฉะนั้นวันไหนที่ขาดน้ำมัน เชื้อเพลิงก็ย่อมหมด หรือมีการทำงานที่น้อยลงและช้ากว่าเดิม ไม่รวดเร็วและไม่คงทนเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นเราเปรียบเทียบให้คุณนั้นเห็นว่า น้ำจำเป็นต่อร่างกายมากน้อยแค่ไหน merci sleeping mask สำหรับน้ำนั้นยังช่วยสร้างผิวขาวได้อีกด้วยในผู้ที่มีผิวขาวอยู่แล้ว แต่มักจะมีผิวแห้งหรือในผู้ที่อยากจะมีผิวขาวแต่ไม่รู้จะเริ่มดูแลตัวเองจากตรงไหน แนะนำการดูแลตัวเองจากภายในสู่ภายนอกค่ะ เทคนิคการดูแลตัวเองนั้นก็ไม่ยากเพียงแค่ดื่มน้ำวันละ 8 แก้วเป็นอย่างต่ำหรือราวๆวันละ 2 ลิตรต่อวันก็ช่วยเรื่องผิวสวยขาวกระจ่างใสได้แล้ว อยากจะมีผิวขาวมันไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไรเลยเพียงแค่รู้จักที่จะดูแลตัวเองเท่านั้นคุณก็มีผิวขาวได้ สิ่งสำคัญคือความสม่ำเสมอและปริมาณ ยิ่งดื่มน้ำเยอะมากเท่าไหร่ยิ่งดีต่อร่างกายในช่วงแรกๆนั้นอาจจะปัสสาวะบ่อยผิดปกติ แต่เมื่อร่างกายได้รับน้ำเยอะๆก็จะเป็นปกติไม่มีการปัสสาวะบ่อยๆมากเกินไป พอร่างกายปรับตัว อาการปัสสาวะถี่ก็จะหายไป เปลี่ยนเป็นการสร้างผิวพรรณที่ดี และเติมเต็มน้ำให้กับร่างกาย น้ำนั้นยังต้องนำมาเลี้ยงสมองอีกด้วยเพราะฉะนั้นแล้วน้ำจึงจำเป็นและสำคัญต่อการดำรงชีวิตมากๆ นอกจากนี้ยังเป็นส่วนสำคัญๆในการนำไปเลี้ยงสมองด้วยดังนั้นเราจะต้องดื่มน้ำเยอะๆนะคะถ้าอยากจะมีผิวดี สุขภาพแข็งแรงและใช้งานสมองได้เยอะๆ ในผู้ที่ทำงานพนักงานออฟฟิศแนะนำว่าให้ดื่มน้ำเยอะๆมากกว่ากาแฟ กาแฟนั้นมีส่วนเร่งกระตุ้นประสาททำให้ดีดก็จริงหลายๆคนนั้นคิดว่า การดื่มกาแฟนั้นจะช่วยกระตุ้นต่อมทำงานได้ดีกระปรี้กระเปร่าแต่ก็เท่านั้นค่ะเป็นการฝืนตัวเองเป็นการโดฟอย่างนึง พอฤทธิ์กาแฟหมด พลังงานคุณก็จะหมด เพลียเหนื่อยไปด้วยเช่นกัน เทคนิคนี้เหมาะสำหรับท่านที่อยากผิวสวย รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน merci sleeping mask.

furefoo 3 อ. ชะลอความแก่ (Woman Plus)

furefoo 3 อ. ชะลอความแก่ (Woman Plus) ความแก่ … เป็นสิ่งที่สาว ๆ หวาดหวั่น ยิ่งเวลาผ่านไป ร่างกายก็จะหย่อนคล้อยมากขึ้น แล้วถ้าหากไม่ดูแลตัวเองให้ดีด้วยแล้วล่ะก็ บอกเลยว่าความแก่ก่อนวัยมาเยือนแน่ ๆ ค่ะ แต่ก็อย่าตกใจไปนะคะ สำหรับผู้หญิงบางคนที่ดูแลตัวเองอย่างถูกต้องแล้ว นอกจากจะไม่แก่ก่อนวัยแล้ว ยังเด็กกว่าวัยจริงอีกต่างหากค่ะ ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่า เราจะสามารถตรวจสอบอายุร่างกายได้ ซึ่งอายุร่างกายนั้นคือผลจากสภาวะองค์ประกอบของร่างกายและพฤติกรรมการกินอยู่ โดยค่าที่เหมาะสมควรน้อยกว่าหรือเท่ากับอายุจริง หากอายุร่างกายมากกว่าอายุจริงแสดงว่าระบบเผาผลาญของร่างกายเสื่อมสภาพและเซลล์ต่าง ๆ แก่เกินวัย อันเป็นผลมาจากองค์ประกอบร่างกายและพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม และอาจนำไปสู่ความเสี่ยงในการเกิดโรคชราต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอัลไซเมอร์ได้ค่ะ furefoo.

furefoo

furefoo 3 อ. ช่วยคุณได้ เฟอร์ฟู

คงจะมีใครเคยได้ยินเรื่อง 3 อ. กันมาบ้างแล้ว แต่ถ้าใครยังไม่ทราบ จะบอกให้ฟังอีกครั้งนะคะ สำหรับ 3 อ. นั้น ที่จะสามารถทำให้เรามีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ปราศจากโรค และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขสดชื่นตามวัยได้นั้นมีอะไรบ้าง

อาหารเพื่อสุขภาพ

อาหาร

“Your are what you eat” เรากินอะไรก็มักได้อย่างนั้น… คำนี้ยังใช้ได้อยู่เสมอนะคะ เพราะเรื่องอาหารการกินเป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลสุขภาพที่เราควรให้ความสนใจเป็นอันดับแรก หันมาใส่ใจจริงจังในเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ กินตามหลักโภชนาการ ไม่กินอาหารหมู่ใดหมู่หนึ่งมากเกินไป เพราะอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ ดังนั้น จึงควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ให้ได้สัดส่วนที่ถูกต้องเพื่อให้มีสุขภาพดี แข็งแรง ไม่มีโรค ควรเลือกกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนหรือธัญพืชขัดสีน้อย ข้าวกล้อง ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ย่อยช้า ช่วยให้ร่างกายสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ นอกจากนั้น ยังมีใยอาหารสูงให้พลังงานต่ำไม่อ้วน ช่วยกระตุ้นการขับถ่ายได้ดี furefoo

อีกอย่างก็คือ การลดหวาน มัน เค็ม 3 รสนี้มากเกินไปไม่ดี 3 รสนี้ทำให้ร่างกายแก่ก่อนวัย ซึ่งปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัน คือ น้ำตาลและน้ำมันไม่ควรเกินวันละ 6 ช้อนชา ส่วนเกลือไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา ที่สำคัญในการกินอาหารแปรรูปควรอ่านฉลากโภชนาการ เพื่อจะได้รู้ว่าแต่ละวันเรารับอะไรเข้าไปบ้าง โดยเฉพาะโซเดียม (เกลือ) ที่สูงเกินไปจากขนมซองกรุบกรอบทั้งหลาย

นอกจากนั้นยังต้องลดขยะให้ร่างกาย ด้วยการกินใยอาหารและดื่มน้ำให้เพียงพอ ใยอาหารมีอยู่ในผักและผลไม้เป็นส่วนใหญ่ เพื่อสุขภาพที่ดีแนะนำให้ในแต่ละมื้ออาหารนั้นกินผัก 2 ทัพพี และผลไม้ 1 ส่วน หรือกินผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 5 ขีด

อีกอย่างก็คือ น้ำ ซึ่งน้ำมีส่วนสำคัญในการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายในวันหนึ่ง ๆ ร่างกายคนเราจะต้องได้รับน้ำเข้าไปให้เพียงพอกับการสูญเสียน้ำออกไปทาง ปัสสาวะ อุจจาระ การหายใจและเหงื่อ แต่ละคนก็ต้องการน้ำในปริมาณที่แตกต่างกัน โดยทั่วไปควรดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว

และควรเน้นสารต้านอนุมูลอิสระ เพราะอนุมูลอิสระเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย สิ่งแวดล้อมก็เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระได้ เช่น มลพิษในอากาศ ความร้อนจากแสงแดด ฝุ่นละออง ควันพิษจากการสูบบุหรี่ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ ยาบางชนิด การกินอาหารที่มีไขมันสูงประเภทไขมันอิ่มตัว แม้ร่างกายจะมีกระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ แต่เมื่อคนเรามีอายุที่เพิ่มมากขึ้น ความสามารถในการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระลดน้อยลง ดังนั้น เราสามารถเสริมได้โดยการกินอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเป็นประจำ เช่น วิตามินซี วิตามินเอ เบตาแคโรทีน สังกะสี ซีลีเนียม พฤกษเคมี ซึ่งพบได้ในผักและผลไม้หลากสี ธัญพืชและถั่วต่าง ๆ ชา กาแฟ โกโก้ รวมถึงเครื่องเทศสมุนไพรไทย เช่น ขมิ้น ยี่หร่า ข่า กระชาย

อาหารเพื่อสุขภาพ

ออกกำลังกาย

การออกกำลัง ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่ต่างกับอาหารเท่าไหร่ เพราะหากร่างกายรับสารอาหาร แต่ไม่ได้เผาผลาญพลังงานเหล่านั้นออกเลย น้ำหนักตัว ไขมันในร่างกายก็จะสะสม เพราะฉะนั้นการออกกำลังกายที่สม่ำเสมอ ก็จะส่งผลให้ร่างกายมีความแข็งแรง มีความสดชื่น กระฉับกระเฉง ซึ่งวิธีการออกกำลังกายนั้นทำได้หลายวิธีแตกต่างกันเช่น การวิ่ง การเดินเร็ว การทำโยคะ การเต้นแอโรบิค และที่สำคัญมาก ๆ คือ จะต้องดูตัวเราเองว่า อายุ furefoo สุขภาพ ของเราเหมาะกับการออกกำลังกายแบบไหนดีที่จะมีประโยชน์เหมาะกับร่างกายของเรามากที่สุด ไม่ใช่ว่าจะออกกำลังกายตามคนอื่น ๆ ที่ร่างกายเราก็ไม่สามาถรับมันได้นะคะ

และสำหรับการออกกำลังกายที่ถูกต้องเหมาะสมนั้น จะต้องให้กล้ามเนื้อหลัก ๆ หรือกล้ามเนื้อชุดใหญ่ได้เคลื่อนไหวหรือที่เรามักจะพูดกันว่า ให้กล้ามเนื้อหลัก ๆ ได้ทำงาน เช่น กล้ามเนื้อที่ แขน ขา ท้อง คอ รวมทั้งปอดและหัวใจโดยระยะเวลาในการออกกำลังกาย จะออกกำลังกายนาน กี่นาที กี่ชั่วโมง ไม่ได้ระบุไว้ตายตัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ อายุ สุขภาพ ความแข็งแรงของร่างกาย มีโรคประจำตัวอะไรบ้าง เช่นความดันโลหิต โรคหัวใจ ฯลฯ แต่โดยทั่วไปควรออกกำลังกายนานประมาณ 30-60 นาทีต่อวัน สัปดาห์ละ 3-6 วัน โดยให้ร่างกายได้หยุดพักบ้างสักวันหนึ่ง

นอกจากนั้นแล้ว การออกกำลังกายที่ถูกต้องนั้นควรสัมพันธ์กับการหายใจด้วย ซึ่งวิธีการหายใจที่ถูกต้อง คือเวลาหายใจเข้าพยายามหายใจเข้าทางจมูกเท่านั้น เพราะภายในจมูกมีเครื่องกรองอากาศ คือ ขนจมูก และมีเยื่อเมือก ๆ เหนียว ๆ ช่วยจับฝุ่นละอองในอากาศที่เข้ามาพร้อมลมหายใจเข้า ให้สูดลมหายใจเข้าในปอดให้มากที่สุดให้ปอดพองโต กลั้นหายใจไว้โดยนับ 1 ถึง 3 ช้า ๆ แล้วจึงค่อย ๆ หายใจออกทางปากให้มากที่สุดให้ปอดแฟบลง หรือท้องแฟบลง เพื่อให้คาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นของเสียจากเซลล์ออกมาให้มากที่สุด นั่นคือออกซิเจนจะเข้าไปในปอดเต็มที่ และคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจากปอดเต็มที่ อีกอย่างคือจังหวะในการหายใจ ที่คงที่ เพื่อช่วยในการเผาผลาญพลังงานที่ดีขึ้นด้วยค่ะ ดังนั้นเราจึงต้องฝึกการหายใจให้ถูกต้องเพื่อสุขภาพของเราเองนะคะ

อารมณ์ดี

อารมณ์

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ ว่าอารมณ์เนี่ยแหล่ะ เป็นอีกหนี่งปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างสุขภาพและชะลอความแก่ให้เราได้ ความเครียดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตของทุกคนซึ่งมีผลทำให้สภาพร่างกายและจิตใจเสื่อมโทรม นอนไม่หลับ ฉะนั้นจึงควรเรียนรู้วิธีการขจัดความเครียด furefoo.

This entry was posted on March 18, 2017, in furefoo.

แป้งบาบาร่า การใช้ แป้งฝุ่น แป้งฝุ่นอัดแข็ง แป้งพัฟ(ผสมรองพื้น)

แป้งบาบาร่า การใช้ แป้งฝุ่น แป้งฝุ่นอัดแข็ง แป้งพัฟ(ผสมรองพื้น) อย่างเหมาะสมนั้นจะช่วยให้การแต่งหน้าดูเนียน และดูเนี๊ยบมากยิ่งขึ้น แต่สำหรับใครที่เป็นมือใหม่ในการแต่งหน้าก็อาจจะยังไม่รู้ว่าแป้งแต่ละชนิดมีคุณสมบัติหรือมีวิธีการใช้แตกต่างกันอย่างไรโดยทั่วไปแล้ว “แป้งผสมรองพื้น” หรือที่เรารู้จักกันดีว่าแป้งพัฟ หรือแป้งทูเวย์ นั้น จะเหมาะกับการแต่งหน้าที่ไม่ต้องการความละเอียดมากนัก เช่นการแต่งหน้าในชีวิตประจำวัน หรือเหมาะกับคนที่ไม่มีเวลาในการแต่งหน้ามาก เพราะในเนื้อแป้งจะมีส่วนผสมของรองพื้นอยู่ด้วย เพื่อให้สะดวกในการใช้งาน มีความสามารถในการปกปิดปานกลาง หากลงหลายรอบก็อาจช่วยปกปิดได้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามข้อเสียของแป้งชนิดนี้ก็คืออาจจะไม่ติดทนเท่าการใช้รองพื้น และผิวสัมผัสจะไม่เรียบเนียนเท่าการใช้รองพื้นที่มีเนื้อเหลวสามารถแทรกซึมเข้าซอกมุมหรือร่องเล็กๆได้ดีกว่า “แป้งฝุ่น” ถูกออกแบบมาให้อณูเล็กและละเอียดกว่าแป้งฝุ่นทาตัว หรือแป้งเด็ก ทำให้สามารถแทรกซึมไปกับบริเวณริ้วรอยหรือร่องลึกต่างๆได้ดีกว่า และไม่อุดตันรูขุมขนอีกด้วย สำหรับการใช้งานของแป้งฝุ่น เหมาะสำหรับการนำมาเซ็ทตัวรองพื้น หรือเมคอัพเบส เพราะโดยส่วนมากรองพื้นหรือเมคอัพเบสเหล่านี้จะมีส่วนผสมของน้ำมันอยู่ เมื่อทาลงไปบนผิวก็จะทำให้หลงเหลือความมันอยู่บนใบหน้า แป้งฝุ่นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยดูดซับความมันจากรองพื้นอีกด้วย ทั้งนี้ปัจจุบันแป้งฝุ่นได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน เพราะบางคนอาจจะระคายเคืองกับละอองของแป้งฝุ่นที่ฟุ้งในอากาศ ที่เรียกว่า “แป้งฝุ่นอัดแข็ง” ซึ่งดูภายนอกอาจจะไม่แตกต่างจากแป้งผสมรองพื้น แต่แป้งฝุ่นอัดแข็งนั้น ไม่มีส่วนผสมของรองพื้น จึงทำให้สามารถนำมาเซ็ทตัวรองพื้นได้โดยไม่เพิ่มชั้นความหนาของการแต่งหน้ามากนัก อีกทั้งยังอยู่ในรูปแบบของแป้งอัดแข็ง จึงสะดวกกับการนำมาเติมระหว่างวันมากกว่าแป้งฝุ่นปกติอีกด้วย แป้งบาบาร่า.

แป้งบาบาร่า

แป้งบาบาร่า หลังจากที่ทราบถึงคุณสมบัติคร่าวๆของทั้ง แป้งฝุ่น แป้งฝุ่นอัดแข็ง และแป้งผสมรองพื้นแล้ว ก็ลองเปรียบเทียบดูว่าเราเหมาะกับลักษณะการใช้งานแบบไหน และต้องการผลลัพธ์ที่ได้เป็นแบบไหน เพียงเท่านี้ก็สามารถทำให้เราเลือกซื้อเครื่องสำอางได้อย่างคุ้มค่า และเหมาะกับการใช้งาน babalah

เคล็ดลับการใช้แป้งพัฟ และ แป้งฝุ่น
ข้อดีของการทาแป้งมีมากมายไม่ว่าจะเป็น ทำให้ใบหน้าความนวลเนียน และยังทำให้เมกอัพประเภท อายแชโดว์ บลัชออน ดินสอเขียนคิ้วที่เราแต่งแต้มลงบนใบหน้านั้นติดทนไม่เลอะเทอะตลอดทั้งวัน ทั้งยังป้องกันความมันเงาทำให้ใบหน้าดูเนียนใสไปตลอดทั้งวันด้วยค่ะ สำหรับสาวๆคนไหนที่ยังเป็นมือใหม่ในการแต่งหน้าก็อาจจะยังไม่รู้ว่าแป้งแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและมีวิธีการใช้แตกต่างกันอย่างไรบ้าง เรามาดูกันเลยค่ะโดยทั่วไปแล้วแป้งที่นิยมใช้เมคอัพมีอยู่ 2ชนิด คือแป้งพัพและแป้งฝุ่นซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างกันดังนี้ค่ะ แป้งบาบาร่า
แป้งพัฟ ,แป้งทูเวย์,แป้งผสมรองพิ้น (Pressed Powder)
คือแป้งรองพื้นที่อัดแข็งบรรจุอยู่ในตลับ ใช้คู่กับพัฟฟ์ฟองน้ำ จะเหมาะกับการแต่งหน้าที่ไม่ต้องการความละเอียดมากนัก เช่นการแต่งหน้าในชีวิตประจำวัน หรือเหมาะกับคนที่ไม่มีเวลาในการแต่งหน้ามาก เพราะในเนื้อแป้งจะมีส่วนผสมของรองพื้นอยู่ด้วย เพื่อให้สะดวกในการใช้งาน มีความ สามารถในการปกปิดปานกลาง หากลงหลายรอบก็อาจช่วยปกปิดได้มากขึ้น ข้อดีของแป้งชนิดนี้คือสามารถใช้เติมให้หน้าดูนวลเนียนได้ในระหว่างวันและพกพา ได้สะดวก แต่อย่างไรก็ตามข้อเสียของแป้งชนิดนี้ก็คืออาจจะไม่ติดทนนานเท่ากับการใช้รองพื้น และผิวสัมผัสจะไม่เรียบเนียนเท่าการใช้รองพื้นที่มีเนื้อเหลวสามารถแทรกซึมเข้าซอกมุมหรือร่องเล็กๆได้ดีกว่า
แป้งฝุ่น ( Loose Powder)
แป้งฝุ่นมีคุณสมบัติดูดซับความมัน เวลาทาแล้วใบหน้าจะดูเนียนบางเป็นธรรมชาติ แนะนำให้ใช้ควบคู่กับรองพื้นชนิดฟลูอิด หรือครีม ด้วยคุณสมบัติของแป้งจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับรองพื้นที่ทาได้เป็นอย่างดี เมื่อใช้ควบคู่กันผิวหน้าจะดูเรียบ แป้งฝุ่นถูกออกแบบมาให้อณูเล็กและละเอียดกว่าแป้งฝุ่นทาตัว หรือแป้งเด็ก ทำให้สามารถแทรกซึมไปกับบริเวณริ้วรอยหรือร่องลึกต่างๆได้ดีกว่า และไม่อุดตันรูขุมขนอีกด้วย สำหรับการใช้งานของแป้งฝุ่น เหมาะสำหรับการนำมาเซ็ทตัวรองพื้น หรือเมคอัพเบส เพราะโดยส่วนมากรองพื้นหรือเมคอัพเบสเหล่านี้จะมีส่วนผสมของน้ำมันอยู่ เมื่อทาลงไปบนผิวก็จะทำให้หลงเหลือความมันอยู่บนใบหน้า แป้งฝุ่นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยดูดซับความมันจากรองพื้นอีกด้วย แป้งบาบาร่า ทั้งนี้ปัจจุบันแป้งฝุ่นได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน เพราะบางคนอาจจะระคายเคืองกับละอองของแป้งฝุ่นที่ฟุ้งในอากาศ ที่เรียกว่า “แป้งฝุ่นอัดแข็ง” ซึ่งดูภายนอกอาจจะไม่แตกต่างจากแป้งผสมรองพื้นค่ะ แต่แป้งฝุ่นอัดแข็งนั้น ไม่มีส่วนผสมของรองพื้น จึงทำให้สามารถนำมาเซ็ทตัวรองพื้นได้โดยไม่เพิ่มชั้นความหนาของการแต่งหน้ามากนัก อีกทั้งยังอยู่ในรูปแบบของแป้งอัดแข็ง จึงสะดวกกับการนำมาเติมระหว่างวันมากกว่าแป้งฝุ่นปกติอีกด้วยหลังจากที่สาวๆได้ทารองพื้นแล้วไม่ว่าจะเป็นชนิดฟลูอิดหรือครีม ขั้นตอนต่อมาคือการลงแป้งฝุ่น โดย กดซับแป้งฝุ่นให้ทั่วใบหน้าเพื่อให้แป้งฝุ่นกับรองพื้นหลอมรวมเป็นเนื้อ เดียวกัน ทำให้ใบหน้าแลดูเนียนนุ่มงดงาม แต่ถ้าสาวคนไหนยังเป็นมือใหม่อยู่ยังใช้ไม่ค่อยชำนาญ ถ้าทาแป้งในปริมาณที่มากเกินไป สามารถใช้แปรงปัดแป้งส่วนเกินออกไปได้ค่ะ จากนั้นแต่งแต้มสีอายแชโดว์ที่เปลือกตา กรีดอายไลน์เนอร์ ปัดมาสคาร่า ลงบลัชออนที่แก้ม และเติมปากเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จพิธีค่ะ ในระหว่างวันหากสาวๆต้องการเติมแป้ง ก่อนอื่นเลยต้องกำจัดความมันและเหงื่อบนใบหน้าเสียก่อนด้วยกระดาษซับมันก่อนค่ะ แล้วจึงใช้แป้งพัฟกดซับกระจายทั่วใบหน้าเบา ๆ เพียงเท่านี้ใบหน้าของเราก็จะสวยนวลเนียนเนิ่นนานตลอดทั้งวันเลยค่ะ แป้งบาบาร่า.

vite secrete plus สำหรับวันนี้เราจะมาแนะนำเทคนิคในการดูแลผิวหน้า

vite secrete plus สำหรับวันนี้เราจะมาแนะนำเทคนิคในการดูแลผิวหน้าให้ขาวกระจ่างใสด้วยเทคนิค 5 ประการที่คุณนั้นสามารถทำได้ง่ายๆ และแนะนำว่าควรจะทำอย่างสม่ำเสมอนะคะ ใบหน้านั้นถือว่าเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของผู้หญิงดังนั้นเราจำเป็นต้องมีใบหน้าสวยๆเอาไว้เพื่อเป็นราศีให้แก่ตัวเองนอกจากจะมีใบหน้าที่สวยแล้วหน้านั้นจะต้องขาวกระจ่างใสก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ควรพึงมีและรู้จักที่จะดูแลรักษาสภาพหน้าของตัวเองด้วย เทคนิคดูแลผิวหน้าให้ขาวกระจ่างใสง่ายๆที่เรานั้นจะมาแนะนำกันในวันนี้เป็นเทคนิคที่ง่ายมากและคุณนั้นสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ใช้ระยะเวลาราวๆ 2 – 3 เดือนก็จะได้ผลลัพธ์อย่างชัดเจน และถาวร หลายๆคนนั้นเลือกที่จะพึ่งเมโสหน้าใส เมโสหน้าขาวกระจ่างใส หรือว่าเลี้ยงไข้ที่คลินิค เลือกเข้าคลินิคความงามต่างๆเพื่อเลี้ยงไข้ตัวเอง ถ้าไม่มีการฉีดหรือการขัดหน้าพอกหน้าด้วยสูตรต่างๆก็สามารถกลับมามีสภาพหน้าที่ดำอีกครั้งได้ วันนี้เราเลยขอแนะนำเทคนิคมีผิวหน้าขาวกระจ่างใสง่ายๆ แบบสูตรธรรมชาติทำได้ดังนี้ vite secrete plus.

vite secrete plus

vite secrete plus 1.ครีมกันแดด ไวท์ ซีคริท พลัส

ครีมกันแดดนั้นถือว่าสำคัญเพราะเวลาจะออกจากบ้าน แดดนอกบ้านนั้นแรงมากทำให้เรานั้น หน้าดำได้ง่ายเพราะฉะนั้นควรจะ ลงกนแดดก่อนออกนอกบ้านที่มี SPF ป้องกันแดด

2.หาสูตรพอกหน้ามาลองพอกดูบ้าง

สูตรพอกหน้าตามอินเทอร์เน็ตนั้นมีเยอะแยะมากมายลองหามาพอกดูนะคะเลือกที่ตัวเองนั้นชอบและ ดูฟีดแบคที่คนอื่นนั้นทดลองว่าได้ผลจริงหรือไม่

3.พยายามเลี่ยงแสงแดด

การเลี่ยงแสงแดดนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นพยายามออกแดดให้น้อยที่สุดเพราะแดดนั้นจะทำให้หน้าเราเกิด กะ ฝ้าแดดได้ง่าย หน้าไม่เรียบเนียน vite secrete plus

4.เลือกรับประทานอาหารประเภท ผัก ผลไม้เพราะมีวิตามิน

อาหารนั้นสำคัญค่ะเพราะอาหารมีวิตามิน ยิ่งอยากมีผิวขาวหน้าขาวใสต้องทานผักและผลไม้เยอะๆ

5.นอนพักผ่อนให้เป็นเวลาและออกกำลังกาย

การพักผ่อนนั้นถือว่าเป็นการพักร่างกายและสมอง ดังนั้นต้องพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายทุกๆวันจะช่วยให้เรานั้นมีสุขภาพที่ดีขึ้นแถมยังมีผิวหน้าและผิวกายขาวใสด้วยนะ

เพียงแค่ 5 เทคนิคเล็กๆนี้คุณก็สามารถมีผิวขาวกระจ่างใสได้ไม่ยากแล้วเป็นเทคนิคที่ทำง่ายและก็ ช่วยทำให้หน้าเนียนใสขึ้นได้รวมถึงปรับผิวหน้าให้ขาวกระจ่างใสได้อย่างเห็นผลได้ชัด แต่ต้องใช้เวลาสัก 2 – 3เดือนนะคะ อยากจะมีผิวขาวหน้าขาวต้องใช้เวลา ดังนั้นทำให้เป็นกิจวัตรประจำวันเป็นดีที่สุดค่ะ เวลาผ่านไปจะได้ผลลัพธ์เอง

9 สูตรลับผิวขาวกระจ่างใส ใครๆก็ทำได้

เราคงจะปฏิเสธกันไม่ได้ใช่ไหมคะ ว่าผิวที่ดูขาวกระจ่างใสนั้นเป็นเทรนด์ที่นิยมตลอดกาลสำหรับประเทศไทยจริงๆ ไม่ว่าจะเลือกเสื้อผ้าให้เข้าชุดกันก็ง่าย การเป็นจุดดึงดูดความสนใจต่อเพศตรงข้าม รวมถึงการสร้างความประทับใจแรกพบต่อการสมัครงานด้วย ทั้งที่แดดบ้านเราก็พร้อมจะแผดเผาให้ผิวไหม้เกรียมได้ตลอดเวลา แต่การดูแลผิวให้ขาวใสนั้นไม่ยากเลยค่ะ ด้วยวิธีที่เป็นธรรมชาติและสามารถปฏิบัติได้ทุกวัน

หลีกเลี่ยงแสงแดดให้มากที่สุด

การสวมเสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกาย กางร่มกันแดด หรือการเดินหลบแสงแดดตามใต้อาคาร ต่างก็เป็นตัวเลือกที่ดีทุกวิธีค่ะ เนื่องจากรังสียูวีเป็นตัวการสำคัญที่ทำร้ายผิวเราได้รุนแรงที่สุด โดยเฉพาะในช่วงเวลาตั้งแต่ 10.00 – 15.00 น. ของบ้านเรานั้น มีค่ารังสียูวีสูงที่สุดหากเปรียบเทียบกับช่วงเวลาอื่น ดังนั้นจึงควรหาวิธีหลีกเลี่ยงที่จะรับแสงแดดโดยตรง

หลีกเลี่ยงแสงแดดให้มากที่สุด

ใช้ครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน

ในเมื่อบ้านเราเป็นเมืองร้อนและยากที่จะหลบเลี่ยงแล้ว ครีมกันแดดเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันรังสียูวีมาทำลายผิวเราให้คล้ำเสีย ควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป ค่า PA+++ และมีส่วนผสมของสารกันแดดที่เสถียรพอสมควรด้วย ครีมกันแดดนั้นถึงจะมีประสิทธิภาพป้องกันแสงแดดได้เป็นอย่างดี เช่น สารไททาเนียมไดออกไซด์ ซิงค์ออกไซด์ โดยทาซ้ำทุกชั่วโมงเมื่ออยู่ในที่ที่มีแดดจัดหรือว่ามีเหงื่อออกจำนวนมาก จะช่วยให้ผิวเราไม่ไหม้และดูแก่ก่อนวัย

ใช้ครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน

ทาโลชั่นไวท์เทนนิ่งอย่างสม่ำเสมอ เป็นวิธีดูแลผิวให้ขาวที่ดีวิธีหนึ่ง

เลือกโลชั่นที่มีส่วนผสมของสารบำรุงช่วยให้ผิวขาวขึ้น เช่น วิตามินบีสามหรือไนอาซินาไมด์ วิตามินซี วิตามินอี โคเอนไซม์คิวเท็น อัลฟาอาร์บูติน สารสกัดจากเปลือกสน และสารสกัดจากธรรมชาติต่างๆ โดยใช้ปริมาณที่มากพอสำหรับพื้นที่ผิวแต่ละส่วน เพื่อการดูดซับสารบำรุงแล้วนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง แต่เราไม่ควรทาครีมที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวในเวลากลางวัน ตัวอย่างเช่น กรดผลไม้หรือที่เรียกกันว่า AHA เนื่องจากจะทำให้ผิวไวต่อแสงแล้วเป็นผลเสียมากกว่าผลดีค่ะ

ทาโลชั่นไวท์เทนนิ่งอย่างสม่ำเสมอ เป็นวิธีดูแลผิวให้ขาวที่ดีวิธีหนึ่ง

ขัดผิวด้วยสมุนไพรธรรมชาติ อีก 1 สูตรลับผิวขาวกระจ่างใส

มะขามเปียก ขมิ้นชัน และนมสด เป็นของธรรมชาติที่ช่วยขัดขี้ไคลและผลัดเซลล์ผิวให้ขาวขึ้น นำส่วนผสมมาคลุกเคล้าในภาชนะกระเบื้องหรือแก้ว ห้ามใช้พลาสติกอย่างเด็ดขาด เนื่องจากจะทำปฏิกิริยากับพลาสติกแล้วเป็นพิษได้ สูตรนี้ประยุกต์มาจากตำรับชาววัง แต่สามารถหาได้ง่ายตามทั่วไป เมื่อส่วนผสมเป็นเนื้อเดียวกันแล้วให้ขัดพอกที่ผิว เน้นตรงบริเวณซอกหลืบ ทาทิ้งไว้ 5 – 10 นาที จนรู้สึกว่าสมุนไพรแห้งหมาดๆ แล้วล้างออก ทำอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง

ขัดผิวด้วยสมุนไพรธรรมชาติ อีกหนึ่งวิธีทำให้ผิวขาวเร็วขึ้น

ออกกำลังกายให้ผิวขาวอย่างถาวร

เรามักสังเกตเห็นว่า ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำจะดูหนุ่มสาวและมีผิวที่ใสดูอ่อนกว่าวัยมากกว่าผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ นั่นเป็นเพราะว่าการออกกำลังช่วยให้ระบบโลหิตไหลเวียนดีขึ้น vite secrete plus เร่งผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ผิวจึงเปล่งปลั่ง ขาวใส ดูมีเลือดฝาด และได้สุขภาพที่ดีขึ้นอีกด้วย โดยลองสังเกตตัวเองง่ายๆ ค่ะ เมื่อออกกำลังกายจนอุณหภูมิในตัวสูงขึ้นและมีเหงื่อออก เราจะสามารถขัดขี้ไคลตามแขนขาได้ง่ายนั่นเอง

ผิวสวยจากภายในสู่ภายนอก

รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิว จำพวกวิตามินซี วิตามินอี คอลลาเจน เบต้าแคโรทีน ไบโอฟลาโวนอยด์ และสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ ซึ่งหาได้ง่ายจากอาหารบ้านเรา เช่น ปลาทะเล ผักสด ส้ม แครอท แตงโม มะละกอ มะเขือเทศ และผลไม้สด ช่วยให้ผิวค่อยๆ ขาวกระจ่างใสขึ้นจากภายในสู่ภายนอกได้อย่างเป็นธรรมชาติ

สูตรผิวสวย ขาวกระจ่างใส สุขภาพดีด้วยการดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว

น้ำเปล่ามีคุณประโยชน์มากน้อยแค่ไหนวันนี้เรามีคำตอบสำหรับเรื่องน้ำ แน่นอนค่ะว่าหลายๆท่านนั้นจะต้องทราบกันดีอยู่แล้วว่าน้ำนั้นเป็นส่วนหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญๆของร่างกายเรารวมถึงยังส่งไปเลี้ยงสมองและดำรงชีพ หากขาดน้ำ ขาดสารอาหารก็สามารถตายได้ เพราะฉะนั้นแล้วน้ำและอาหารจึงจำเป็นต่อร่างกายซึ่งก็รวมถึงอากาศบนโลกใบนี้ด้วยเช่นกันมนุษย์นั้นเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่เปราะบาง เพราะฉะนั้นจะต้องมีการดูแลตัวเองให้ดี และทราบไหมคะว่าน้ำนั้นช่วยสร้างผิวขาวใสอมชมพูให้เราได้ ถึงแม้ว่าเรานั้นจะดำแค่ไหนหรือว่าผิวแทน แต่หากมีการดื่มน้ำเยอะๆถึงผิวจะแทนก็แทนเนียนละเอียด ผิวไม่แห้งและก็ผิวนุ่มชุ่มชื่นอีกด้วย ในร่างกายของคนเรานั้นประกอบไปด้วยน้ำกว่า 80% ด้วยกัน โดยส่วนใหญ่นั้นจะเป็นน้ำที่เรานั้นดื่มเข้าไปต่อวันต่อวันเพื่อดำรงชีพ มันรวมผสมกับเลือดซึ่งก็นำมาใช้เหมือนการปั่นไฟ ปั่นพลังงานให้แก่ร่างกายต้องมีการเติมน้ำมันเข้าร่างกายทุกๆวัน เพราะฉะนั้นวันไหนที่ขาดน้ำมัน เชื้อเพลิงก็ย่อมหมด หรือมีการทำงานที่น้อยลงและช้ากว่าเดิม ไม่รวดเร็วและไม่คงทนเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นเราเปรียบเทียบให้คุณนั้นเห็นว่า น้ำจำเป็นต่อร่างกายมากน้อยแค่ไหน สำหรับน้ำนั้นยังช่วยสร้างผิวขาวได้อีกด้วยในผู้ที่มีผิวขาวอยู่แล้ว แต่มักจะมีผิวแห้งหรือในผู้ที่อยากจะมีผิวขาวแต่ไม่รู้จะเริ่มดูแลตัวเองจากตรงไหน แนะนำการดูแลตัวเองจากภายในสู่ภายนอกค่ะ เทคนิคการดูแลตัวเองนั้นก็ไม่ยากเพียงแค่ดื่มน้ำวันละ 8 แก้วเป็นอย่างต่ำหรือราวๆวันละ 2 ลิตรต่อวันก็ช่วยเรื่องผิวสวยขาวกระจ่างใสได้แล้ว อยากจะมีผิวขาวมันไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไรเลยเพียงแค่รู้จักที่จะดูแลตัวเองเท่านั้นคุณก็มีผิวขาวได้ สิ่งสำคัญคือความสม่ำเสมอและปริมาณ ยิ่งดื่มน้ำเยอะมากเท่าไหร่ยิ่งดีต่อร่างกายในช่วงแรกๆนั้นอาจจะปัสสาวะบ่อยผิดปกติ แต่เมื่อร่างกายได้รับน้ำเยอะๆก็จะเป็นปกติไม่มีการปัสสาวะบ่อยๆมากเกินไป พอร่างกายปรับตัว อาการปัสสาวะถี่ก็จะหายไป เปลี่ยนเป็นการสร้างผิวพรรณที่ดี และเติมเต็มน้ำให้กับร่างกาย น้ำนั้นยังต้องนำมาเลี้ยงสมองอีกด้วยเพราะฉะนั้นแล้วน้ำจึงจำเป็นและสำคัญต่อการดำรงชีวิตมากๆ นอกจากนี้ยังเป็นส่วนสำคัญๆในการนำไปเลี้ยงสมองด้วยดังนั้นเราจะต้องดื่มน้ำเยอะๆนะคะถ้าอยากจะมีผิวดี สุขภาพแข็งแรงและใช้งานสมองได้เยอะๆ ในผู้ที่ทำงานพนักงานออฟฟิศแนะนำว่าให้ดื่มน้ำเยอะๆมากกว่ากาแฟ กาแฟนั้นมีส่วนเร่งกระตุ้นประสาททำให้ดีดก็จริงหลายๆคนนั้นคิดว่า การดื่มกาแฟนั้นจะช่วยกระตุ้นต่อมทำงานได้ดีกระปรี้กระเปร่าแต่ก็เท่านั้นค่ะเป็นการฝืนตัวเองเป็นการโดฟอย่างนึง พอฤทธิ์กาแฟหมด พลังงานคุณก็จะหมด เพลียเหนื่อยไปด้วยเช่นกัน เทคนิคนี้เหมาะสำหรับท่านที่อยากผิวสวย รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน vite secrete plus.

tomato amino plus มะขามเปียก เป็นสมุนไพรในครัวเรือนที่ต้องบอกเลยว่ามีแทบทุกบ้าน

tomato amino plus มะขามเปียก เป็นสมุนไพรในครัวเรือนที่ต้องบอกเลยว่ามีแทบทุกบ้าน เพราะนิยมนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในการทำอาหารมากที่สุด โดยจะมีรสชาติเปรี้ยวๆ เหมาะกับการใช้ทำแกงส้มได้เป็นอย่างดี แต่รู้ไหมว่านอกจากมะขามเปียก จะมีดีเรื่องของการนำมาปรุงอาหารหรือสรรพคุณที่เป็นยาแล้ว มะขามเปียกก็สามารถนำมาใช้พอกหน้า เพื่อเพิ่มความขาวกระจ่างใสและดูอ่อนเยาว์ลงให้กับใบหน้าของเราได้อีกด้วย ซึ่งเราก็มี 7 สูตรมะขามเปียกพอกหน้ามาฝากดังนี้ สูตรมะขามเปียกพอกหน้า สูตรที่ 1 ขจัดเซลล์ผิวเก่า เพื่อผิวขาวกระจ่างใส ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : มะขามเปียก 1 กำ, น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ, มะนาว 1 ช้อนชา วิธีพอกหน้าด้วยมะขามเปียกสูตรที่ 1 สูตรนี้เป็นสูตรที่จะช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไป แล้วเผยผิวใหม่ที่ดูขาวกระจ่างใสยิ่งกว่า ทำให้ผิวหน้าดูเรียบเนียนและผ่องใสยิ่งขึ้น แถมยังช่วยแก้ปัญหาผิวไหม้แดดได้ดีทีเดียว โดยวิธีทำนั้น ให้นำมะขามเปียกมาแยกเอาเม็ดและกากออกให้หมด จากนั้นนำมะขามเปียกที่ได้มาผสมกับน้ำผึ้งและน้ำมะนาวที่เตรียมไว้ คนจนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด ควรทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง จะเห็นผลลัพธ์ที่เร็วและทันใจยิ่งขึ้น tomato amino plus.

tomato amino plus

tomato amino plus มะขามเปียกพอกหน้า อาหารเสริมมะเขือเทศ

มาร์คหน้าด้วยมะขามเปียกสูตรที่ 2 กำจัดและลดการเกิดสิว โทเมโท อะมิโน พลัส

ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : มะขามเปียก ½ ถ้วย, นมสด 1/3 ถ้วย

วิธีพอกหน้าด้วยมะขามเปียกสูตรที่ 2
สูตรนี้จะช่วยกำจัดและลดการเกิดสิวได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นสิวเสี้ยน สิวอักเสบ สิวอุดตันหรือสิวอะไรก็ตาม แถมด้วยคุณค่าจากน้ำนม ก็มีส่วนช่วยในการบำรุงผิวหน้าให้เนียนนุ่มน่าสัมผัสและอ่อนเยาว์ลงอีกด้วย ใครที่อยากสิวหายพร้อมมีผิวหน้าที่ดูเด็กลง สูตรนี้แหละใช่เลย โดยให้นำมะขามเปียกที่แยกเอากากและเม็ดออกแล้ว ประมาณ ½ ถ้วย มาผสมกับนมสดที่เตรียมไว้ จากนั้นคนจนเป็นเนื้อเดียวกัน จะได้เหมือนเนื้อครีม ให้นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออก ทำบ่อยๆ หน้าใสไร้สิวแน่นอน tomato amino plus

พอกหน้าด้วยมะขามเปียก

พอกหน้ามะขามเปียกสูตรที่ 3 กำจัดสิวเสี้ยน

ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : น้ำมะขามเปียก, ดินสอพอง, น้ำมะนาว

วิธีพอกหน้าด้วยมะขามเปียกสูตรที่ 3
สูตรนี้เป็นสูตรที่ใช้ในการกำจัดสิวเสี้ยนโดยตรง ไม่ว่าจะมีสิวมากแค่ไหนก็สามารถจัดการกับปัญหาสิวได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังช่วยกระชับรูขุมขนให้ใบหน้าดูเรียบเนียนน่าสัมผัสยิ่งขึ้นอีกด้วย ใครที่มีปัญหาสิวเสี้ยนหรือรูขุมขนกว้าง ลองใช้สูตรนี้กันดู รับรองได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจแน่นอน โดยให้นำดินสอพองมาบดให้ละเอียดแล้วผสมกับน้ำมะนาว คนให้เข้ากันจนได้เป็นเนื้อครีม จากนั้นให้ใส่น้ำมะขามเปียกลงไป แล้วคนให้เข้ากันอีกที นำส่วนผสมที่ได้มาแต้มตรงหัวสิว เพื่อกำจัดสิวเสี้ยนเฉพาะจุดๆ หรือหากใครต้องการกระชับรูขุมขนด้วย ก็ให้พอกครีมให้ทั่วใบหน้าโดยเว้นบริเวณรอบดวงตาไว้ ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาทีแล้วล้างให้สะอาดด้วยน้ำอุ่น ตามด้วยใช้ผ้าสะอาดเช็ดเบาๆ ตรงที่เป็นสิว แล้วล้างด้วยน้ำเย็นอีกครั้ง สิวเสี้ยนก็จะหลุดลอกออกมา แล้วรูขุมขนกระชับขึ้นแล้วล่ะ เพื่อให้ได้ผลดี แนะนำให้ทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง

สูตรมะขามเปียกพอกหน้า

พอกหน้ามะขามเปียกสูตรที่ 4 หน้าใส ลดความหมองคลํ้า

ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : มะขามเปียก

วิธีพอกหน้าด้วยมะขามเปียกสูตรที่ 4
สูตรนี้เป็นสูตรที่จะช่วยลดความหมองคล้ำของใบหน้า และทำให้ผิวหน้าดูใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ อีกทั้งยังช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ดีอีกด้วย ใครที่มีปัญหาผิวหมองคล้ำ หรือไม่อยากแก่เร็ว ก็สามารถทำตามสูตรนี้ได้ โดยให้ทำต่อเนื่องกันเป็นเวลา 5 วัน วันละ 1-2 ครั้ง รับรองเห็นผลทันใจ ซึ่งวิธีทำนั้น ให้นำมะขามเปียกก้อนประมาณลูกปิงปอง มาแช่ในน้ำไว้ประมาณ 10-15 นาที เพื่อให้เนื้อมะขามเปื่อยยุ่ย และสามารถคั้นได้ง่ายขึ้น จากนั้นนำมะขามเปียกที่เปื่อยแล้วมาคั้นให้เป็นเนื้อมะขามเหลวๆ จะมีลักษณะเหมือนเป็นเนื้อครีมนั่นเอง เมื่อส่วนผสมพร้อมแล้ว ก็ให้ล้างหน้าให้สะอาด แล้วนำครีมมะขามเปียกมาพอกหน้าทิ้งไว้ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด อย่าเพิ่งใช้สบู่ล้างหน้านะ รอให้ผิวเซ็ตตัวสัก 10-15 นาทีก่อน แล้วจึงล้างหน้าด้วยสบู่อีกครั้ง แค่นี้ผิวก็กระจ่างใสขึ้นแล้ว

มะขามเปียกพอกหน้า

มะขามเปียกพอกหน้าสูตรที่ 5 รักษาฝ้า

ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : มะขามเปียก, โยเกิร์ต

วิธีพอกหน้าด้วยมะขามเปียกสูตรที่ 5
สำหรับใครที่เป็นฝ้า ขอบอกเลยว่าวิธีนี้เริ่ดสุด เพราะมะขามเปียกและโยเกิร์ตนั้นสามารถช่วยลดเลือนรอยฝ้าได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งยังช่วยให้ผิวหน้าดูเรียบเนียนกระจ่างใสยิ่งขึ้น โดยให้นำมะขามเปียกมาแกะเอาแต่เนื้อ แล้วนำไปขยำกับน้ำให้ได้น้ำมะขามเปียกที่มีความเหนียวข้นเหมือนกับเนื้อครีม จากนั้นนำมาผสมกับโยเกิร์จ tomato amino plus คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้มาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำแบบนี้บ่อยๆ สัปดาห์ละประมาณ 2-3 ครั้ง จะเริ่มเห็นผลว่าใบหน้าของคุณดูเรียบเนียนขึ้น ฝ้าจางลงอย่างเห็นได้ชัด แถมยังช่วยลดเลือนจุดด่างดำและรอยแผลเป็นจากสิวได้ดีอีกด้วย

มะขามเปียกพอกหน้า

มะขามเปียกพอกหน้าสูตรที่ 6 ลบรอยเหี่ยวย่นและตีนกา

ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : มะขามเปียก 1 กำมือ, น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ, นมสดรสจืด 3 ช้อนโต๊ะ

วิธีพอกหน้าด้วยมะขามเปียกสูตรที่ 6
ใครที่มีปัญหาเรื่องรอยเหี่ยวย่นและรอยตีนกา ที่เป็นหลักฐานของความแก่ ขอแนะนำสูตรนี้เลย สูตรพอกหน้าด้วยมะขามเปียก ที่จะช่วยลบรอยเหี่ยวย่นและชะลอวัยได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ผิวหน้าดูอ่อนวัยลงอย่างเห็นได้ชัด โดยให้นำมะขามเปียกมาแกะเอาเม็ดและกากออกให้หมด จากนั้นนำมาผสมกับน้ำนมแล้วขยำจนเป็นเนื้อเดียวกัน กรองด้วยผ้าขาวบาง เพื่อให้ได้เนื้อครีม 100% ที่ไม่มีกากใยของมะขามติดมา จากนั้นเติมน้ำผึ้งลงไป คนให้เข้ากันอีกครั้ง จะได้เนื้อครีมที่พร้อมใช้งาน โดยให้นำใส่กระปุกและแช่ในตู้เย็น เพื่อให้เก็บไว้ใช้ได้นานยิ่งขึ้น ซึ่งเวลานำมาใช้นั้น ให้ล้างหน้าให้สะอาด แล้วทาครีมมะขามทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออก ทำบ่อยๆ รอยเหี่ยวย่นจะค่อยๆหายไป แล้วผิวจะดูเต่งตึงขึ้นอย่างแน่นอน

มะขามเปียกพอกหน้า

มะขามเปียกพอกหน้าสูตรที่ 7 หน้าใส ลดสิวอักเสบ

ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : มะขามเปียก 1 ก้อน, ขมิ้นผง 2 ช้อนโต๊ะ, ว่านหางจระเข้สด 1 ใบ, นมสดรสจืด 4-5 ช้อนโต๊ะ

วิธีพอกหน้าด้วยมะขามเปียกสูตรที่ 7
สำหรับสูตรนี้ เป็นสูตรที่จะช่วยกำจัดสิวได้ดี โดยเฉพาะสิวอักเสบ ทั้งยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้ขาวใส ลดเลือนความหมองคล้ำ ได้อีกด้วย โดยให้นำมะขามเปียกมาแกะเม็ดและกากออกเหมือนกับสูตรข้างต้น แล้วนำไปขยำกับนมสด จากนั้นกรองด้วยผ้าขาวบาง เอาแต่น้ำเหลวๆ ที่มีลักษณะเหมือนกับเนื้อครีม เติมขมิ้นผงลงไป แล้วคนให้เข้ากัน tomato amino plus.